ครม.เปิดทางคลังขายหุ้นการบินไทยขาดทุน

วันที่ 20 พ.ค. 2563 เวลา 16:28 น.
ครม.เปิดทางคลังขายหุ้นการบินไทยขาดทุน
เปิดมติ ครม. ไฟเขียวคลังขายหุ้นบินไทยให้กองทุนวายุภักษ์แบบขาดทุนโดยไม่ผิดกฎหมาย

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า แผนการขายหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ขณะนี้ได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปเร่งดำเนินการมาเสนอ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า และจะรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ

ทั้งนี้ สคร.จะเป็นผู้ทำแผนขายหุ้นทั้งหมด ว่าจะเสนอขายให้กับใคร จะเป็นกองทุนรวมวายุภักษ์ หรือเป็นใคร ก็ต้องเสนอมา ว่าจะขายอย่างไร ราคาจะเป็นอย่างไร

นายอุตตม กล่าวว่า คลังยืนยันว่าการขายหุ้น บริษัทการบินไทย ต่ำกว่าราคาต้นทุน สามารถดำเนินการได้ อยู่ที่การพิจารณา ไม่ได้มีอะไรห้าม ไม่ขัดข้อกฎหมาย เท่าที่ทราบการขายหุ้นไม่มีอะไรขัด เป็นเรื่องการพิจารณาของผู้ซื้อแล้ผู้ขาย จะพยายามสรุปให้เร็วที่สุด

รายงานข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 มีมติให้การบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูภายใต้คำสั่งศาล ซึ่ง ครม. ยังได้ได้เห็นชอบไว้ชัดเจนว่า กระทรวงการคลังจะขายหุ้นบริษัทการบินไทย 3% ให้กองทุนรวมวายุภักษ์ ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนได้ เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย เพราะราคาต้นทุนการบินไทย อยู่ที่ 14 บาทต่อหุ้น แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 5.40 บาท ต่อหุ้น ดังนั้นถ้าหากขายที่ราคาทุน ก็จะไม่มีใครซื้อ จึงต้องขายที่ราคาตลาด

“การขายหุ้นการบินไทยสามารถขายต่ำกว่าต้นทุนได้ เพราะในมติ ครม.อนุมัติไว้แล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ว่าการขายหุ้นการบินไทยจำเป็นต้องขายต่ำกว่าราคาทุน เพราะไม่เช่นนั้น คงไม่มีใครมาซื้อ และก็มีการระบุไว้ในมติ ครม.ชัดเจนว่า จะขายให้กองทุนรวมวายุภักษ์เท่านั้น” รายงานข่าว กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าการขายหุ้น บริษัทการบินไทย ให้ กองทุนวายุภักษ์ 3% ในราคาตลาดปัจจุบันจะมีมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท โดยขณะนี้กำลังพิจารณาวา จะซื้อขายนอกหรือในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีหลักที่สำคัญว่า การซื้อขายต้องไม่กระทบกับราคาหุ้น บริษัทการบินไทย ในตลาดหลักทรัพย์ และการดำเนินการต้องเป็นไปตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตอบสังคมได้

รายงานข่าวกล่าวว่า การลดหุ้นการบินไทย ไม่ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ จะทำให้การเข้าสู่การฟื้นฟูภายใต้ศาลมีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้มีประสิทธิภาพในขั้นตอนการฟื้นฟูในศาล เพราะหากยังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ฉบับ ทำให้การบริหารแผนฟื้นฟูทำได้ยากและช้ามาก ส่วนเรื่องพนักงาน จากที่อยู่ภายใต้ กฎหมายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ก็จะไปอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์แทน ซึ่งสามารถเลิกจ้างตามกฎหมายได้ง่ายกว่า

บทความแนะนำ