posttoday

กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทย จี้รัฐ-แบงก์ชาติทบทวนนโยบายค่าเงิน หวังพยุงส่งออก

06 พฤศจิกายน 2562

กกร.จับสัญญาณเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ปัจจัยเสี่ยงรุมล้อม หวั่นส่งออกฟุบยาวจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทุ้งแบงก์ชาติทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เสนอตั้งทีมพิเศษระดมสมองรับมือภาวะเศรษฐกิจ

กกร.จับสัญญาณเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ปัจจัยเสี่ยงรุมล้อม หวั่นส่งออกฟุบยาวจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทุ้งแบงก์ชาติทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เสนอตั้งทีมพิเศษระดมสมองรับมือภาวะเศรษฐกิจ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้มีการปรับเป้าหมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทย การส่งออก และอัตราเงินเฟ้อ ในปี 2562 แต่จะติดตามและประเมินสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยยังคงจีดีพีไว้ที่ 2.7-3 % แต่จากจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ที่ลดตัวลง สะท้อนว่าอาจจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นของ จีพีดี ในไตรมาสที่ 3/2562 หลังจากช่วงครึ่งปีแรก จีพีดี ขยายตัวเพียง 2.6% โดยในไตรมาส 3/2562 การส่งออกหดตัวเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ขณะที่มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น จากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนและอานิสงส์จากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrivals ทั้งนี้ ภาคเอกชนและภาครัฐอยู่ระหว่างการหารือมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว เช่น การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากทิศทางเศรษฐกิจหลักในโลกที่ชะลอลง ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน (แม้อาจเจรจากันได้) รวมถึงเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ขณะเดียวกันคำสั่งซื้อจากการส่งออกที่ชะลอลง หากยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจสร้างผลกระทบต่อประเด็นการจ้างงานและกำลังซื้อภายในประเทศเป็นวงกว้างมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงเดือนก.ค.-ต.ค. 2562 แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการจ้างงานได้ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องกันมา 4 เดือนแล้ว

สำหรับประเด็นการลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ที่ประชุม กกร. เห็นว่า ภาคเอกชนควรจะแสดงท่าทีที่ชัดเจนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้มีมาตรการลดผลกระทบเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ซึ่งอาจจะยังส่งผลกระทบมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปในปีหน้า โดยคงจำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มระยะเวลาการพักเงินรายได้จากการส่งออกในรูปเงินตราต่างประเทศ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ส่งออกเร็วขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงการผลักดันให้โครงสร้างการส่งออกมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

นอกจากนี้ ในระยะสั้น กกร. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานระหว่าง กกร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางดำเนินการต่อไป สำหรับในระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนจะเร่งการพัฒนาด้านต้นทุนและราคา โดยต้องพัฒนานวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าไทยให้มีศักยภาพ

นายกลินท์  กล่าวถึง โครงการ ชิมช้อปใช้ เฟสแรก และเฟสสอง ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะขยายโครงการเฟส 3 ต่อ อีก โดยทาง กกร. มองว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบได้มากขึ้น

ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ ได้ประกาศตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีพีเอสซี) กับไทย จำนวน 573 รายการ  ภาครัฐควรเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ก่อนถึงเงื่อนเวลาที่จะมีการตัดสิทธิ และควรจะต้องมีมาตรการดำเนินการต่อ ดังนี้ 1. ประสานงานเรื่องดังกล่าวต่อกระทรวงแรงงาน 2. การจัดทำ Early Warning สำหรับสินค้าที่อาจถูกตัดสิทธิในลำดับต่อไป

และ 3. นำประเด็นนี้เข้าหารือในการประชุม กรอ. (พาณิชย์) และสมาคมการค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทางภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนโดยให้การสนับสนุนในการพัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและการเจาะตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งดูแลระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข่งขันได้ยิ่งขึ้น

 

 

ข่าวล่าสุด

"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายความแจ้งเอาผิด อดีตลูกน้อง"ฐานแจ้งความเท็จ"