
ทุ่มสุดตัวเพื่อ AI! Alphabet กระแสเงินสดติดลบครั้งแรก 5.9 พันล้านเหรียญ
Alphabet รายงานกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผลพวงจากการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลลงทุนในเทคโนโลยี AI แม้ธุรกิจ Google Cloud จะเติบโตทำสถิติถึง 82% ก็ตาม
Alphabet สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน หลังรายงานตัวเลขกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท ขณะที่ตลาดกำลังจับตาดูผลประกอบการของบริษัทบิ๊กเทครายอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า
ปัจจัยหลักเกิดจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเข้ามาสร้างแรงกดดันทางการเงินให้กับหนึ่งในองค์กรที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก และแนวโน้มยังชี้ว่าสถานการณ์นี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทแม่ของ Google มีกระแสเงินสดไหลออกสูงถึง 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าธุรกิจคลาวด์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการประมวลผล AI จะเติบโตจนสร้างสถิติใหม่ที่ระดับ 82% ก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่า Alphabet จะต้องอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 และจะขยับสูงขึ้นอีกในปีถัดไป สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนมหาศาลที่ฉุดให้กระแสเงินสดติดลบนี้จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบทางกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า เทคโนโลยี AI กำลังพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมบิ๊กเทค จากเดิมที่บริษัทกลุ่มนี้เคยโดดเด่นเรื่องอัตรากำไรที่สูงลิ่วและมีเงินสดหมุนเวียนมหาศาลจนสามารถเป็นแหล่งทุนสนับสนุนโปรเจกต์ใหม่ๆ ได้อย่างสบาย
ปัจจุบันกลับต้องหันมาพึ่งพาการก่อหนี้และออกหุ้นระดมทุน เพื่อนำมารองรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่คาดว่าจะทะยานทะลุ 7 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ เนื่องจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป
จับตาผลกระทบลูกโซ่หุ้นบิ๊กเทค
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นักลงทุนต่างเฝ้ารอการประกาศผลประกอบการของ Microsoft, Meta Platforms และ Amazon ในช่วงสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด โดยก่อนเปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หุ้นของทั้ง 3 บริษัทปรับตัวร่วงลงราว 2-4% หลังจากที่หุ้น Alphabet ดิ่งนำตลาดไปก่อนแล้วถึง 5%
แรงเทขายที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่นๆ อาจเตรียมประกาศเพิ่มงบลงทุนตามรอย Alphabet แม้ผลตอบแทนที่ได้รับในตอนนี้จะยังเติบโตไม่ทันเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปก็ตาม
จารุ ชนานะ (Charu Chanana) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Markets ให้มุมมองว่า ความเสี่ยงในเวลานี้มีแนวโน้มเทไปที่ฝั่งค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Microsoft และบริษัทอื่นๆ ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการให้บริการ
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงหันมาพุ่งเป้าว่า บริษัทเหล่านี้จะต้องดึงกระแสเงินสดกลับไปลงทุนเพิ่มอีกเท่าไหร่เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน และรายได้จาก AI จะสามารถเติบโตแซงหน้ารายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ประเมินว่า Alphabet และ Amazon อาจต้องเผชิญกับภาวะกระแสเงินสดติดลบในปี 2026 ส่วนกระแสเงินสดของ Meta ก็มีแนวโน้มหดตัวลงอย่างหนักถึง 95.7% เหลือเพียง 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไม่เพียงเท่านั้น สัดส่วนรายจ่ายเพื่อการลงทุนต่อรายได้ (Capex-to-revenue ratio) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าเม็ดเงินจากยอดขายทุกๆ 1 ดอลลาร์ ถูกนำกลับไปลงทุนมากน้อยแค่ไหนนั้น มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่าในรอบปีงบประมาณนี้
โดยคาดการณ์ว่า Meta จะทะยานไปแตะระดับ 54.9% (จากเดิม 35.9%) ตามมาด้วย Microsoft ที่ 45% (จาก 31%) Alphabet ที่ 41% (จาก 23%) และ Amazon ที่ 25% (จาก 18%)
Google Cloud โตแรงสะเทือนคู่แข่ง
ผลงานอันโดดเด่นของ Google Cloud ในไตรมาสล่าสุดที่ขยายตัวเร็วกว่าคู่แข่งรายใหญ่อย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างแรงกดดันให้กับ Amazon และ Microsoft สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Google อาจกำลังแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ความต้องการของลูกค้ายังพุ่งสูงขึ้นมาก จนผู้บริหารของ Alphabet ต้องเตรียมแผนเช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) จากผู้ให้บริการรายอื่นเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้งานที่ขยายตัว แม้จะยอมรับว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจกดดันอัตรากำไรให้ลดลงก็ตาม
หลังจาก Alphabet รายงานผลประกอบการเมื่อวันพุธ บริษัทหลักทรัพย์อย่างน้อย 20 แห่งได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Alphabet ส่งผลให้ค่ากลาง (Median) ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 430 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดถึงเกือบ 26%
โดยนักวิเคราะห์จาก Citizens ให้มุมมองเชิงบวกสูงสุดด้วยราคาเป้าหมายที่ 515 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ TD Cowen ประเมินราคาเป้าหมายไว้ต่ำสุดที่ 240 ดอลลาร์สหรัฐ







