posttoday
จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า 'วอร์ช' เจอศึกหนัก กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า 'วอร์ช' เจอศึกหนัก กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

24 กรกฎาคม 2569

จับตาเฟดประชุมสัปดาห์หน้า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส่อเค้าบานปลาย ศึกหนัก 'เควิน วอร์ช' กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ เลิกอุบไต๋ทิศทางนโยบายการเงิน

 

ในการประชุมสัปดาห์หน้า เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจพยายามสงวนท่าทีเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย แต่เขาจะต้องเผชิญกับบททดสอบใหญ่จากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น นโยบายกำแพงภาษี และท่าทีที่ค่อนไปทางสายเหยี่ยว (Hawkish) ของกรรมการเฟดหลายคน

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่า เฟดน่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% ต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม ทว่าวอร์ชอาจคุมเสียงสนับสนุนในที่ประชุมได้ยากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันขาขึ้น แผนขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนท่าทีของกรรมการเฟดบางส่วนที่เริ่มส่งสัญญาณหนุนการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว

 

หลังจากเฟดพลาดเป้าหมายการคุมเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ติดต่อกันมานานกว่า 5 ปี จนบั่นทอนรายได้ที่แท้จริงของประชาชน เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนจึงเริ่มกังวลว่า การใช้แค่วาทกรรมกดดันเงินเฟ้อตามที่วอร์ชเคยประกาศไว้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และถึงเวลาที่เฟดต้องงัดมาตรการการเงินมาจัดการอย่างจริงจัง

จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า 'วอร์ช' เจอศึกหนัก กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

 

ย้อนสถิติเงินเฟ้อในยุคประธานเฟดแต่ละสมัย

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการไว้ที่ 2% มาตั้งแต่ปี 2012 หากใช้เกณฑ์นี้วัดผลงาน จะพบว่าในยุคของ เจอโรม พาวเวลล์ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่ 3% รองลงมาคือยุคของ อลัน กรีนสแปน ที่ 2.5% ส่วนยุคที่สามารถควบคุมตัวเลขได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุดคือยุคของ เบน เบอร์นันเก้

 

ระหว่างการแถลงต่อสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 'วอร์ช' ยังคงย้ำจุดยืนว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงเกินไป แต่เขากลับสงวนท่าทีโดยระบุเพียงว่า เฟดจะพิจารณาใช้ "เครื่องมือ" ที่มีอยู่ และคอยประเมินความจำเป็นในการปรับนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมการเฟดคนอื่นๆ ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมามากกว่า

 

ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ โดยจะแถลงมติการประชุมในวันพุธเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (EDT) ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 01.00 น. ของเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย 

 

ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตโรคระบาดที่ราคาสินค้าพุ่งทะยาน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เคยพุ่งแตะระดับสูงสุดกว่า 7% ในเดือนมิถุนายน 2022 สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องงัดมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงเป็นประวัติการณ์

 

ซึ่งในเวลานั้น วอร์ชเคยออกมาวิจารณ์ว่าการตัดสินใจที่ล่าช้าของเฟดคือความผิดพลาด พร้อมลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะค่อยๆ ชะลอตัวลงและขยับเข้าใกล้เป้าหมายของเฟดมากขึ้นตลอดช่วงปี 2024

 

ทว่าในความเป็นจริง แม้ในช่วงการเลือกตั้งปี 2024 โดนัลด์ ทรัมป์ จะให้คำมั่นว่าจะสกัดเงินเฟ้อและหั่นราคาสินค้าให้ถูกลง แต่นโยบายกำแพงภาษีและต้นทุนพลังงานกลับกลายเป็นตัวเร่งที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา

 

แม้เจ้าหน้าที่เฟดบางรายจะประเมินว่าแรงกดดันจากสองปัจจัยข้างต้นเริ่มลดลงแล้ว ซึ่งเปิดทางให้เฟดสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ และยังเป็นข้ออ้างให้วอร์ชใช้ปัดตกการส่งสัญญาณนโยบายการเงินล่วงหน้าในตอนนี้ด้วย

 

แต่กลยุทธ์เลี่ยงบาลีแบบงูกินหางของวอร์ชที่มักอ้างว่า "เงินเฟ้อจะไม่เกิด เพราะเฟดไม่ยอมให้เกิด" อาจถึงทางตัน หากคณะกรรมการเฟดคนอื่นๆ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

 

จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า 'วอร์ช' เจอศึกหนัก กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

 

เงินเฟ้อพุ่งทะลุเป้าหมายเฟด

 

นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ในปี 2012 ราคาสินค้าต่างๆ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาโดยตลอด ทว่าสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2021 ได้ดันให้ระดับราคาสินค้าดีดตัวจนสูงกว่าแนวโน้มที่ควรจะเป็น หากเฟดสามารถคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้า ปัจจุบันดัชนีชี้วัดระดับราคาทะยานทะลุเส้นแนวโน้มเดิมไปแล้วถึง 5.5% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ดี เฟดอาจยังพอมีช่องว่างให้ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปได้ แม้จะมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันเบนซินอาจดีดกลับไปแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนที่ผู้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงความกังวลเรื่องนโยบายกำแพงภาษีที่อาจดันต้นทุนสินค้านำเข้าให้พุ่งสูงขึ้นอีกระลอก แต่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า แรงกดดันด้านราคาที่ลุกลามเป็นวงกว้างอยู่ในขณะนี้ น่าจะค่อยๆ คลี่คลายและบรรเทาลงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี

 

สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้รายงานตัวเลขเงินเฟ้อในระยะถัดไปมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นบททดสอบสำคัญระหว่างกลยุทธ์ 'ไม่ชี้นำทิศทางล่วงหน้า' ของประธานวอร์ช กับตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่กำลังจะประกาศออกมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองจากคณะกรรมการเฟดรายอื่นๆ

 

"ประชาชนเริ่มเหนื่อยล้าและหงุดหงิดกับปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้นเรื่อยๆ" ดาริโอ เพอร์กินส์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกจาก TS Lombard กล่าว

 

"หลังจากปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งทะลุเป้าหมายมานานถึง 6 ปี สังคมก็เริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังถึง 'ความน่าเชื่อถือ' ของเฟด ตอนนี้ข้ออ้างต่างๆ ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป และคงไม่มีใครพร้อมจะอดทนต่อความผิดพลาดของเฟดได้อีกแล้ว"

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขู่ลงโทษอิหร่านหลังกบฏฮูตียิงเรือซาอุฯ  ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100

ทรัมป์ขู่ลงโทษอิหร่านหลังกบฏฮูตียิงเรือซาอุฯ ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100