
จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า 'วอร์ช' เจอศึกหนัก กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ
จับตาเฟดประชุมสัปดาห์หน้า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส่อเค้าบานปลาย ศึกหนัก 'เควิน วอร์ช' กรรมการจี้ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ เลิกอุบไต๋ทิศทางนโยบายการเงิน
ในการประชุมสัปดาห์หน้า เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจพยายามสงวนท่าทีเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย แต่เขาจะต้องเผชิญกับบททดสอบใหญ่จากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น นโยบายกำแพงภาษี และท่าทีที่ค่อนไปทางสายเหยี่ยว (Hawkish) ของกรรมการเฟดหลายคน
นักวิเคราะห์ประเมินว่า เฟดน่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% ต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม ทว่าวอร์ชอาจคุมเสียงสนับสนุนในที่ประชุมได้ยากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันขาขึ้น แผนขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนท่าทีของกรรมการเฟดบางส่วนที่เริ่มส่งสัญญาณหนุนการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
หลังจากเฟดพลาดเป้าหมายการคุมเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ติดต่อกันมานานกว่า 5 ปี จนบั่นทอนรายได้ที่แท้จริงของประชาชน เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนจึงเริ่มกังวลว่า การใช้แค่วาทกรรมกดดันเงินเฟ้อตามที่วอร์ชเคยประกาศไว้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และถึงเวลาที่เฟดต้องงัดมาตรการการเงินมาจัดการอย่างจริงจัง
ย้อนสถิติเงินเฟ้อในยุคประธานเฟดแต่ละสมัย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการไว้ที่ 2% มาตั้งแต่ปี 2012 หากใช้เกณฑ์นี้วัดผลงาน จะพบว่าในยุคของ เจอโรม พาวเวลล์ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่ 3% รองลงมาคือยุคของ อลัน กรีนสแปน ที่ 2.5% ส่วนยุคที่สามารถควบคุมตัวเลขได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุดคือยุคของ เบน เบอร์นันเก้
ระหว่างการแถลงต่อสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 'วอร์ช' ยังคงย้ำจุดยืนว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงเกินไป แต่เขากลับสงวนท่าทีโดยระบุเพียงว่า เฟดจะพิจารณาใช้ "เครื่องมือ" ที่มีอยู่ และคอยประเมินความจำเป็นในการปรับนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมการเฟดคนอื่นๆ ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมามากกว่า
ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ โดยจะแถลงมติการประชุมในวันพุธเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (EDT) ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 01.00 น. ของเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย
ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตโรคระบาดที่ราคาสินค้าพุ่งทะยาน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เคยพุ่งแตะระดับสูงสุดกว่า 7% ในเดือนมิถุนายน 2022 สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องงัดมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงเป็นประวัติการณ์
ซึ่งในเวลานั้น วอร์ชเคยออกมาวิจารณ์ว่าการตัดสินใจที่ล่าช้าของเฟดคือความผิดพลาด พร้อมลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะค่อยๆ ชะลอตัวลงและขยับเข้าใกล้เป้าหมายของเฟดมากขึ้นตลอดช่วงปี 2024
ทว่าในความเป็นจริง แม้ในช่วงการเลือกตั้งปี 2024 โดนัลด์ ทรัมป์ จะให้คำมั่นว่าจะสกัดเงินเฟ้อและหั่นราคาสินค้าให้ถูกลง แต่นโยบายกำแพงภาษีและต้นทุนพลังงานกลับกลายเป็นตัวเร่งที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
แม้เจ้าหน้าที่เฟดบางรายจะประเมินว่าแรงกดดันจากสองปัจจัยข้างต้นเริ่มลดลงแล้ว ซึ่งเปิดทางให้เฟดสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ และยังเป็นข้ออ้างให้วอร์ชใช้ปัดตกการส่งสัญญาณนโยบายการเงินล่วงหน้าในตอนนี้ด้วย
แต่กลยุทธ์เลี่ยงบาลีแบบงูกินหางของวอร์ชที่มักอ้างว่า "เงินเฟ้อจะไม่เกิด เพราะเฟดไม่ยอมให้เกิด" อาจถึงทางตัน หากคณะกรรมการเฟดคนอื่นๆ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป
เงินเฟ้อพุ่งทะลุเป้าหมายเฟด
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ในปี 2012 ราคาสินค้าต่างๆ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาโดยตลอด ทว่าสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2021 ได้ดันให้ระดับราคาสินค้าดีดตัวจนสูงกว่าแนวโน้มที่ควรจะเป็น หากเฟดสามารถคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้า ปัจจุบันดัชนีชี้วัดระดับราคาทะยานทะลุเส้นแนวโน้มเดิมไปแล้วถึง 5.5% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี เฟดอาจยังพอมีช่องว่างให้ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปได้ แม้จะมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันเบนซินอาจดีดกลับไปแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนที่ผู้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงความกังวลเรื่องนโยบายกำแพงภาษีที่อาจดันต้นทุนสินค้านำเข้าให้พุ่งสูงขึ้นอีกระลอก แต่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า แรงกดดันด้านราคาที่ลุกลามเป็นวงกว้างอยู่ในขณะนี้ น่าจะค่อยๆ คลี่คลายและบรรเทาลงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี
สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้รายงานตัวเลขเงินเฟ้อในระยะถัดไปมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นบททดสอบสำคัญระหว่างกลยุทธ์ 'ไม่ชี้นำทิศทางล่วงหน้า' ของประธานวอร์ช กับตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่กำลังจะประกาศออกมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองจากคณะกรรมการเฟดรายอื่นๆ
"ประชาชนเริ่มเหนื่อยล้าและหงุดหงิดกับปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้นเรื่อยๆ" ดาริโอ เพอร์กินส์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกจาก TS Lombard กล่าว
"หลังจากปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งทะลุเป้าหมายมานานถึง 6 ปี สังคมก็เริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังถึง 'ความน่าเชื่อถือ' ของเฟด ตอนนี้ข้ออ้างต่างๆ ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป และคงไม่มีใครพร้อมจะอดทนต่อความผิดพลาดของเฟดได้อีกแล้ว"







