
ทรัมป์เก็บภาษีใหม่ 60 คู่ค้าตามมาตรา 301 ประกาศวันนี้ ไทยลุ้นติดโผ
สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าใหม่ 10-12.5% กับ 60 คู่ค้า รวมอียู อ้างปัญหาแรงงานบังคับ มีผลเช้าวันนี้ตามเวลาไทย จับตาผลกระทบการค้าโลก ขณะไทยลุ้นติดโผถูกเก็บภาษีเพิ่มด้วย
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 แห่ง รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) โดยกำหนดอัตราภาษี 10% และ 12.5% เพื่อกดดันประเทศที่ถูกมองว่าบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) ว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเวลา 00.01 น. ของวันศุกร์ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (11.01 น. วันศุกร์ที่ 25 ก.ค. ตามเวลาไทย) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่ใช้มาเป็นเวลา 150 วันสิ้นสุดลง
มาตรการใหม่นี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบายกำแพงภาษีในวงกว้าง หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ให้ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บในอัตรา 10-50% กับหลายประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเห็นว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% เป็นเวลา 150 วัน ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้มาตรการใหม่ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งมุ่งตอบโต้การค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่า ภาษีชุดใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อจากมาตรการเดิม แม้จะมีช่วงเวลาการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง อัตราภาษีใกล้เคียงกัน และครอบคลุมสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีการบังคับใช้อย่างจริงจังกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตของสหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศที่ยังควบคุมปัญหาดังกล่าวได้ไม่ดี
สำหรับอัตราภาษีใหม่ สินค้านำเข้าจากประเทศที่มีกฎหมายและการบังคับใช้มาตรการต่อต้านแรงงานบังคับอย่างเพียงพอ จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% ขณะที่ประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ายังมีมาตรการไม่เพียงพอ จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%
สินค้าบางประเภทจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว ได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย สินค้าอาหารบางรายการ รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (Section 232) เช่น รถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง
นอกจากนี้ สินค้าที่เป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน เนื่องจากทั้งสามประเทศมีห่วงโซ่อุปทานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและมีสัดส่วนการผลิตในสหรัฐฯ สูง
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บางประเทศสามารถปรับลดอัตราภาษีจาก 12.5% เหลือ 10% ได้ หลังเร่งออกกฎหมายและมาตรการต่อต้านแรงงานบังคับเพิ่มเติม โดยยกตัวอย่าง อินเดีย ซึ่งได้รับการปรับลดอัตราภาษีจากข้อเสนอเดิม
ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ในรอบนี้ด้วย
ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเดินทางไปสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 เพื่อหารือกับหน่วยงานระดับสูงของสหรัฐฯ และติดตามความคืบหน้าการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART)
โดยไทยตั้งเป้าผลักดันให้อัตราภาษีลดลงเหลือ 10% เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ชี้แจงแนวทางยกระดับมาตรฐานแรงงาน การตรวจสอบย้อนกลับสินค้า และการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประกอบการพิจารณาของฝ่ายสหรัฐฯด้วย







