ชาวนาเฮ!! รัฐควัก 2.1หมื่นล้าน เดินหน้าประกันรายได้ข้าว5ชนิด

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 13:49 น.

ชาวนาเฮ!! รัฐควัก 2.1หมื่นล้าน เดินหน้าประกันรายได้ข้าว5ชนิด

บอร์ดนบข.ไฟเขียวโครงการประกันรายได้ข้าว ตันละ10,000-15,000 บาท ในเงินกว่า 21,000 ล้านบาท เตรียมเสนอครม.อนุมัติ 27 ส.ค.นี้ เอกชนแนะรัฐกู้ตลาดส่งออก หลังตัวเลข7เดือนกว่าติดลบ 22%

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ข้าว 5 ชนิด ได้แก่ 1.ข้าวเปลือกเจ้า ประกันรายได้ที่ตันละ 10,000 บาท 2.ข้าวหอมมะลิ ประกันรายได้ที่ตันละ 15,000 บาท 3.ข้าวหอมนอกพื้นที่ ประกันรายได้ที่ตันละ 14,000 บาท 4.ข้าวหอมปทุม ประกันรายได้ที่ตันละ 11,000 บาท และ 5.ข้าวเหนียว ประกันรายได้ที่ตันละ 12,000 บาท กำหนดค่าความชื้นไม่เกิน 15% โดยรัฐบาลจะประกันรายได้ให้ไม่เกินครัวเรือนละ 40 ไร่ โดยมีวงเงินที่ใช้สำหรับข้าวนาปี 21,000 ล้านบาท ซึ่งเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้าพร้อมกับมาตรการช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม

นอกจากนี้ยังมีโครงการช่วยค่าเก็บเกี่ยวหรือสนับสนุนการผลิต ช่วยเหลือ 500 บาทต่อไร่ จำนวนครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งจะเป็นโครงการคู่ขนาน แต่จะต้องหารือกับสำนักงบปรมาณในเรื่องวงเงินที่จะนำมาใช้ก่อน ซึ่งโครงการประกันรายได้ จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาได้ในวันที่ 27 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับกระทรวงพาณิชย์จัดทำรายละเอียดโครงการและงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังพ.ศ. 2561 และให้กระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข.นำเสนอคณะรัฐมนตรีตามระเบียบต่อไป

สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์กลางอ้างอิงในการทำโครงการประกันรายได้ราคาข้าวนั้น เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ โดยจะทำการขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหลังทำการเพาะปลูก 15-60 วัน ซึ่งในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงหนือ จะเริ่มต้นในวันที่ 1 เมษายน 2562 ถึง 31 ตุลาคม 2562 ส่วนภาคใต้จะเริ่ม วันที่ 16 มิถุนายน 2562 - 28 กุมภาพันธ์ 2563

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า มาตรการที่ นบข.อนุมัติครั้งนี้ เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการในระยะสั้น แต่ที่อยากเห็นคือมาตรการระยะยาวทั้งเรื่องการพัฒนาพันธ์ข้าวปรับปรุงให้เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงเรื่องการลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยได้เสียตลาดสำคัญหลายตลาดให้กับคู่แข่ง เช่น ตลาดประเทศอิหร่านที่ต้องไปทวงคืนมา โดยเรื่องนี้ได้มีการหารือกับ รมว.พาณิชย์แล้ว จะต้องทำแผนการตลาดให้ชัดเจน

รวมถึงอิรักที่เป็นตลาดใหญ่ ซึ่งเดิมเคยนำเข้าข้าวจากไทยปีละ 700,000-800,000 ตัน และเป็นการนำเข้าข้าวพรีเมียม แต่ตอนนี้รัฐบาลอิรักไม่ซื้อข้าวไทยเลยเพราะมีปัญหาความไว้ใจเรื่องคุณภาพข้าว แต่หันไปซื้อเวียดนามและตลาดอื่นๆ เช่นสหรัฐฯ แม้จะแพงกว่าไทยเป็น 100 กว่าดอลลาร์สหรัฐ ก็ยอมซื้อ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องความไว้ใจที่ต้องไปกอบกู้กลับมา และควรต้องไปเยี่ยมเยียนตลาดสำคัญอื่นๆอีกเช่น ญี่ปุ่น จีน โดยกรณีของ จีน ตอนนี้ยังค้างต้องซื้อข้าวจากไทยตามสัญญาจีทูจีอีกประมาณ 300,000 ตัน จากสัญญาทั้งหมด 2,000,000 ตัน และไทยส่งให้แล้ว 1,700,000 ตัน

อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์ตลาดข้าวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ส.ค. 2562 ไทยได้ส่งออกข้าวแล้ว 5.29 ล้านตัน มูลค่า 2,805 ล้านดอลลาร์ หรือ 89,233 ล้านบาท ลดลงทั้งในแง่ของปริมาณและมูลค่า ที่ 22.28% และ 17.07% ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่ง ขณะที่จีนซึ่งเป็นตลาดข้าวสำคัญของไทยมีสต๊อกข้าวปริมาณมากและมีการระบายข้าวเก่าออกมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการปลูกข้าวไทย มีเป้าหมายพื้นที่เพาะปลูก 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.62 ล้านตัน แยกเป็นการเพาะปลูกรอบที่1 จำนวน 58.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 25.47 ล้านตัน รอบที่2 จำนวน 13.81 ล้านไร่ ผลผลิต 9.15 ล้านตัน ซึ่งล่าสุดพบว่ามีการเพาะปลูกในรอบที่ 1 ไปแล้ว 53.14 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 940,000 ไร่ ส่วนรอบที่2 ยังไม่เริ่มการเพาะปลูก

ทางด้านสถานการณ์ข้าวโลกปีนี้(ฤดูการผลิต 62/63) คาดว่าผลผลิตรวมอยู่ที่ 497.86 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนหน้า 760,000 ตัน หรือ ลดลง 0.15% ส่วนการบริโภคจะอยู่ที่ 494.50 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตที่ผ่านมา 4.93 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 1.01% โดยการเพิ่มขึ้นนั้นเพราะประเทศหลักๆ มีการปรับเพิ่มขึ้นทั้ง จีน อินเดีย และฟิลิปปินส์

 

 

ข่าวอื่นๆ