
4 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เปิดศึกวิสัยทัศน์ ชิงนโยบายปลุกเศรษฐกิจเมือง
เนชั่นทีวี-สถาบันพระปกเกล้าจัดดีเบต “โอกาสของคนเมือง” เปิด 4 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปั้นแลนด์มาร์กใหม่ กระจายท่องเที่ยวสู่ชุมชนก่อนเลือกตั้ง 28 มิ.ย.
KEY
POINTS
- เนชั่นทีวี-สถาบันพระปกเกล้าเปิดดีเบตผู้ว่าฯ กทม. โค้งสุดท้าย ให้ 4 แคนดิเดตประชันวิสัยทัศน์ก่อนเลือกตั้ง 28 มิ.ย.
- ผู้สมัครชูนโยบายปั้นแลนด์มาร์กใหม่ กระจายการท่องเที่ยวจากย่านเดิมสู่ชุมชน คลอง ย่านสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจกลางคืน
- เวทีนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่เมืองหลวง ใครจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เที่ยวได้ทั้งปี สร้างรายได้ฐานราก และแข่งขันระดับโลก
สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22 ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า และภาคีเครือข่าย จัดเวทีดีเบตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวข้อ “โอกาสของคนเมือง” เปิดพื้นที่ให้ 4 แคนดิเดตสำคัญนำเสนอวิสัยทัศน์โค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันที่ 28 มิถุนายนนี้
เวทีดังกล่าวมีผู้สมัครร่วมประชันนโยบาย ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 นายอนุชา บูรพชัยศรี หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 พรรคประชาชน และดร.มัลลิการ์ บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการดีเบตคือ แนวคิดการสร้าง “Man-made Destination” หรือแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อเพิ่มจุดหมายปลายทางของกรุงเทพฯ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวเดิม เช่น วัดพระแก้วและเยาวราช พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เสนอการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ มาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านแนวคิด 12 เทศกาลตลอดปี โดยผลักดันงานสำคัญ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง ปีใหม่ และ Pride Parade เข้าสู่ปฏิทินกิจกรรมระดับโลก ขณะที่ กทม. ทำหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และระบบเดินทาง
นอกจากนี้ ยังเสนอการพัฒนา 50 ย่านสร้างสรรค์ ให้แต่ละชุมชนดึงอัตลักษณ์ของตนเองออกมาเป็นจุดขาย เช่น ย่านทรงวาดและหัวตะเข้ ควบคู่กับการปรับปรุงทางเท้า แสงสว่าง และระบบจัดการขยะ รวมถึงแนวคิดสร้างสะพานคนเดินและทางจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านทรงวาด และยกระดับสตรีทฟู้ดให้มีมาตรฐานความสะอาดระดับสากล
นายอนุชา บูรพชัยศรี ชูนโยบายสร้างการท่องเที่ยวจากวิถีชีวิตและเรื่องเล่าของชุมชน โดยเน้น Soft Power และ Storytelling ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ผ่านปฏิทินกิจกรรม 12 เดือน ทั้งเทศกาลอาหาร Street Art ดนตรี และงานศิลปะร่วมสมัยในย่านเก่า เช่น เจริญกรุง
นายอนุชายังเสนอการพัฒนาชุมชนริมคลองในพื้นที่ภาษีเจริญและบางแค ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต จุดถ่ายภาพ และพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมองว่าการสร้างเสน่ห์ของเมืองไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
ด้านนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เสนอการกระจายอำนาจและงบประมาณให้พื้นที่ โดยเพิ่มงบพัฒนา 50 เขตจากเดิม 50 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละเขตออกแบบจุดขายของตนเอง พร้อมเสนอแนวคิดย่านเฉพาะทาง เช่น ย่านคราฟต์เบียร์ในบางพลัด และการท่องเที่ยวเชิงฮาลาลในกรุงเทพฯ ตะวันออก
นายชัยวัฒน์ยังเสนอระบบเรือฟีดเดอร์เชื่อมแหล่งท่องเที่ยว เช่น เส้นทางวัดปากน้ำภาษีเจริญไปยังตลาดพลู เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน
ขณะที่ดร.มัลลิการ์ บุญมีตระกูล มหาสุข เน้นการฟื้นฟูคลองและพื้นที่เศรษฐกิจเดิมให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเสนอให้พัฒนาคลองต่าง ๆ เป็นตลาดน้ำและพื้นที่พักผ่อนสำหรับคนรุ่นใหม่ พร้อมฟื้นฟูย่านกลางคืน เช่น สีลมซอย 4 และนำ “ข้าวสารโมเดล” ไปปรับใช้ในแต่ละเขต
ดร.มัลลิการ์ยังเสนอการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ สร้างเส้นทางศรัทธาในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มสายมู และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชน
ภาพรวมของเวทีดีเบตครั้งนี้สะท้อนว่า แม้ผู้สมัครทั้ง 4 คนจะมีแนวนโยบายแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการกระจายการท่องเที่ยวออกจากศูนย์กลางเดิม สร้างจุดหมายใหม่ในระดับย่าน และผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เที่ยวได้ทุกที่ ทุกเวลา และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่มากขึ้น







