ถวัติ ฤทธิเดช วีรบุรุษกรรมกรที่ถูกลืม

  • วันที่ 01 พ.ค. 2554 เวลา 07:55 น.

ผู้ใช้แรงงานคือผู้สร้างโลก แต่ชีวิตผู้ใช้แรงงานมักถูกโลกลืม ดังชีวิตของ ถวัติ ฤทธิเดช (พ.ศ. 2437-2493) สังศิต พิริยะรังสรรค์ ว่า ถวัติ เป็นวีรบุรุษคนแรกสุดของขบวนกรรมกรไทย....

โดย...สมาน สุดโต

ผู้ใช้แรงงานคือผู้สร้างโลก แต่ชีวิตผู้ใช้แรงงานมักถูกโลกลืม ดังชีวิตของ ถวัติ ฤทธิเดช (พ.ศ. 2437-2493) สังศิต พิริยะรังสรรค์ ว่า ถวัติ เป็นวีรบุรุษคนแรกสุดของขบวนกรรมกรไทย นริศสา สุขสนั่น ว่า ถวัติ เป็นวีรบุรุษกรรมกรที่ถูกลืม

ณ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ย่านมักกะสัน ไม่มีชื่อถวัติ นอกจากหนังสือเล่มเล็กๆ เรื่องประวัติการต่อสู้ของกรรมกรไทย ที่ สังศิต พิริยะรังสรรค์ ค้นคว้าเรียบเรียง และโครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบรท (ประเทศไทย) จัดพิมพ์ มิ.ย. 2529 จำนวน 3,000 เล่ม

ถวัติ

เมื่อเขาตาย พ.ศ. 2493 นริศสา สุขสนั่น บรรยายถึงชีวิต และพิธีศพวีรบุรุษกรรมกร ว่าช่างเงียบเหงา ไม่มีแม้แต่หรีดสัก 1 พวง เรื่องราวในอดีตของผู้นำกรรมกรยุคแรกก็เงียบ คนไทยรุ่นหลังไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

คนบางช้าง

เพื่อให้เห็นภาพนักต่อสู้เพื่อกรรมกรชัดเจนยิ่งขึ้น อาจารย์สังศิตพูดถึงประวัติความเป็นมาว่า ถวัติ ฤทธิเดช เกิด พ.ศ. 2437 กำพร้าแม่ พ่อชื่อ นายวร ฤทธิเดช เป็นกำนันและเป็นชาวสวนฐานะดีแห่ง อ.บางช้าง จ.สมุทรสงคราม มีพี่น้อง 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ตัวถวัติเองเป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัว เริ่มต้นการศึกษาที่ อ.บางช้าง พออายุครบบวชจึงมาบวชเรียนอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (บางข้อมูลว่าบวชที่วัดเทพศิรินทราวาส) ต่อมาได้เป็นผู้สอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรทั่วไป หลังจากสึกออกมาแล้วพักอยู่ที่บ้านเจ้าคุณมหาโยธา และต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนอยู่ที่กรมอู่ทหารเรือเป็นเวลา 4 ปี ถวัติเกิดความเบื่อหน่ายต่อชีวิตราชการจึงลาออกมาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามสักขี เมื่อปี พ.ศ. 2465

เมื่อทำหนังสือพิมพ์สยามสักขี ทนการกดขี่ไม่ได้ จึงออกมาตั้งหนังสือพิมพ์กรรมกร มีจุดมุ่งหมายเพื่อสู้ชีวิตที่ดีกว่าของชนชั้นกรรมาชีพ

หนังสือพิมพ์เพื่อกรรมกร มีนักเขียนที่เป็นปัญญาชน เขียนอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือ ร.ต.ต.วาศ สุนทรจามร ที่ใช้นามปากกาว่าหมอโพล้ง น่าเสียดายที่หนังสือพิมพ์มีอายุได้ 3 ปี ต้องปิดตัวเอง ต่อมาได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อปากกาไทย เพื่อเป็นปากเสียงให้ชนชั้นกรรมกรเช่นกัน พร้อมทั้งตั้งสถานทวยราฎร์ขึ้น ถวัติใช้บ้านพักเป็นสำนักงาน แต่สถานทวยราษฎร์ก็เลิกกิจการในที่สุด

เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

สังศิต เล่าว่า ถวัติได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพราะเขาเป็นผู้นำของสมาคมรถรางที่โดดเด่นที่สุด โดยนำกรรมการรถรางไปเป็นกำลังพื้นฐานส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ “คณะราษฎร” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475

เมื่อเกิดกบฏบวรเดช (2476) เขาอาสาส่งกรรมกรไปช่วยทหารรบ เพราะพวกเขาไม่อาจยอมให้บุคคลอื่นมาเป็นรัฐบาล “เพื่อเหยียดกรรมกรและพลเมืองประดุจทาสดังที่แล้วๆ มาได้” ทว่า พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ขอให้กำลังกรรมกรช่วยทำหน้าที่รักษาความสงบภายในพระนครแทน และได้จัดส่งกำลังทหารออกปฏิบัติหน้าที่ในการปราบกบฏคราวนั้นจนเป็นผลสำเร็จ

ในปีเดียวกันนั้น ถวัติ และ “คณะกรรมกร” ได้นำคนงานโรงสีข้าวราว 3,000 คน นัดหยุดงานประท้วงนายจ้างที่ลดค่าแรงของคนงานขนข้าว แม้ว่าคนงานจะได้รับผลประโยชน์ของตนกลับคืนมาในท้ายที่สุด แต่ทว่าแนวคิดในการแก้ไขปัญหาสังคมระหว่าง “คณะกรรมกร” กับรัฐบาล “คณะราษฎร” ก็แตกต่างกันมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

ถวัติยังได้ก่อตั้ง “สมาคมอนุกูลกรรมกร” เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่กรรมกรโดยทั่วไป ทำให้กรรมกรมาขอความช่วยเหลือเสมอ แต่เขาดำรงชีพด้วยการเขียนบทความขายและนำเงินส่วนนี้มาช่วยเหลือกรรมกร การดำรงชีวิตดังกล่าวทำให้ฐานะของครอบครัวยากจนลงเป็นลำดับ จนกระทั่งนำสมบัติทั้งของตนและภรรยาออกขายเพื่อยังชีพ และช่วยเหลือกรรมกรที่มาขอความช่วยเหลือ เขาต้องเขียนหนังสือถึงตี 4 ตี 5 ตรากตรำไม่ได้พักผ่อน เมื่อขึ้นไปทำธุระที่ จ.เพชรบูรณ์ ติดเชื้อมาลาเรีย และรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระเพียง 5 วัน ก็ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ 56 ปี ในวันที่เขาถึงแก่กรรมทั้งบ้านมีเงินเหลืออยู่เพียง 1 บาทเท่านั้น

นริศสา สุขสนั่น ว่าการตายของเขาเงียบเชียบ แม้ผลงานเพื่อปวงชนจะมาก แต่ในฐานะกรรมกรจึงไม่มีที่ว่างในหน้าประวัติศาสตร์

เขาเคยเขียนฎีกาเพื่อนำเสนอปัญหาของราษฎร และเป็นสามัญชนคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่อาจหาญฟ้องหมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อสภาผู้แทนราษฎร

เขาเป็น “วีรบุรุษคนแรกของชนชั้นกรรมกร” ที่เคยร่วมเรียกร้องค่าแรงให้กรรมกรและเรียกร้องเวลาทำงานให้มีไม่เกินวันละ 8 ชม. และสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชม.

ถวัติเคยคบหาอยู่กับ “นรินทร์ ภาษิต” ฉายาคนขวางโลก แต่ลักษณะการขวางโลกของเขาไม่เหมือนกับของนรินทร์ และไม่มีสีสันเท่า

เขาอยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ แต่วงการหนังสือพิมพ์ไม่ได้จารึกชื่อของถวัติไว้ในระดับเดียวกับที่กระทำต่อ “ศรีบูรพา” และ “แม่อนงค์”

เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง และคุ้นเคยกับผู้นำการเมืองสาย ปรีดี พนมยงค์ แต่ก็มิเคยได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ และผลประโยชน์ใดๆ ในฐานะนักการเมือง แม้ว่าเขาจะมีโอกาสเข้าสู่อำนาจทางการเมือง แต่ก็ปฏิเสธอย่างไม่แยแส

เขาจบชีวิตลงอย่างเงียบเหงาด้านโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่มีการแสดงความอาลัยอาวรณ์จากคนที่เคยช่วยเหลือ มีเพียงคนใกล้ชิด และคนในครอบครัวที่มีเงินติดตัวรวมกันเพียง 1 บาท และก่อนที่เขาจะลาโลก ยังต้องตกอยู่ในสภาพไร้ที่อยู่อาศัย และพาครอบครัวไปนอนประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล 2 วัน 1 คืน

รายละเอียดในชีวิตของวีรบุรุษกรรมกรท่านนี้ ถูกรวบรวมโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาโท สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ “ชีวิต ความคิด และการต่อสู้ของ ถวัติ ฤทธิเดช เมื่อแรงงานคิดหาญเปลี่ยนแปลงโลก” เพื่อเสนอต่อการชำระประวัติศาสตร์แรงงานไทย ซึ่งพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ร่วมกับภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และมูลนิธิฟรีดริช เอแบรท ร่วมกันจัดทำทั้งในภาคเหตุการณ์สำคัญ และตัวบุคคลที่มีคุณูปการต่อแรงงานไทย

นักหนังสือพิมพ์

ข้อมูลที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ค้นคว้าได้เพิ่มเติมจาก สังศิต พิริยะรังสรรค์ คือหลังจากหยุดกิจการหนังสือพิมพ์กรรมกร 2467 ไปเปิดหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับใหม่ ชื่อ “วิเศษพิศูจน์” แต่เกิดเหตุขัดข้องจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สหราษฎร์” ตีพิมพ์ได้ 3 ฉบับ ก็เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งเป็น “ปากกาไทย” และเปลี่ยนจากรายสัปดาห์ เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2468 จำหน่ายฉบับละ 10 สตางค์ ขณะที่ค่าจ้างของกรรมกรในช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 50 สตางค์ต่อวัน “ปากกาไทย” ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคเช่นเคย เพราะการแสดงความคิดเห็นไปในทางวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านอำนาจรัฐอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง ทำให้เขาถูกเจ้าพระยายมราช มีคำสั่งให้จับกุมตัวถวัติด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ในสภาพที่ห้ามเยี่ยม ห้ามประกัน จนทำให้หนังสือพิมพ์ปากกาไทยต้องหยุดพิมพ์ไปนาน 3 วัน

ถวัติต้องลาออกจากบรรณาธิการปากกาไทย และลดบทบาทในฐานะนักหนังสือพิมพ์ลงระยะหนึ่ง นำเงินทุนที่ได้จากการทำหนังสือพิมพ์กรรมกรและปากกาไทยมาจัดตั้งองค์กร “สถานแทนทวยราษฎร์” โดยมีเจตนารมณ์ที่จะทำงานบริการเพื่อคนทุกกลุ่มอย่างไม่มีข้อยกเว้น แต่เมื่อสถานแทนทวยราษฎร์มีอายุยืนนาน และมีจำนวนสมาชิกสูงขึ้นเท่าไร ฐานะของถวัติก็เริ่มฝืดเคือง และลำบากยิ่งขึ้นเท่านั้น ในที่สุดก็ต้องปิดตัวเองลงไปในที่สุด

ธงสามัญชนโบกสะบัด

เขากลายเป็นคนหมดตัว ได้หันไปทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงปี 2471-2472 แต่ก็เต็มไปด้วยภัยจากอำนาจรัฐ ขณะที่วัฒนธรรม “การเมืองเรื่องฎีกา” ขยายตัวขึ้น ประชาชนพากันขอร้องให้เขาช่วยเขียนฎีการ้องทุกข์ปัญหาต่างๆ เพราะเขามีความรู้ความสามารถในทางหนังสือ ในช่วงปี 2474-2475 ถวัติเขียนฎีกาทูลเกล้าฯถวายความคิดเห็นแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้หลายฉบับ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักโทษ ชาวนา คนว่างงาน ทั้งในนามของตนเอง และกลุ่ม ซึ่งเขาทำไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ โดยเฉพาะฎีกาฉบับวันที่ 8 ต.ค. 2474 เรื่องการเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ

การต่อสู้เพื่อกรรมกร ทั้งจากการทำหนังสือพิมพ์ การตั้งสถานแทนทวยราษฎร์ทำให้เขาได้รับความเคารพนับถือจากผู้ใช้แรงงานอาชีพต่างๆ และได้รับชื่อเสียงจากการเขียนฎีกาจากกลุ่มอื่นๆ ในสังคมได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ศิโรตม์ ให้ความหมายของถวัติในเวลานั้นว่า “เป็นเสมือนผู้นำของราษฎรผู้ปราศจากอำนาจ และเมื่อโลกของอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองอันยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ถวัติก็ชักธงของสามัญชน แล้วโบกสะบัดไปมาอย่างแรง”

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน ถวัติได้เป็นผู้ช่วยก่อตั้ง “สมาคมกรรมกรรถรางแห่งสยาม (ส.ร.ส.)” เพื่อต่อรองกับการจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยคณะราษฎรอนุมัติให้จัดตั้งได้เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2475 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่าเป็นองค์กรของผู้ใช้แรงงานแห่งแรกสุดในประเทศไทย

แต่ผู้ก่อตั้งสมาคมถูกบริษัทเลิกจ้าง และตัดเงิน ถวัติจึงต้องทำหนังสือร้องเรียนถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ในที่สุดนายจ้างก็ตกลงรับผู้ถูกเลิกจ้างทั้งหมดกลับเข้าทำงาน และหลังจากจัดตั้งสมาคมกรรมกรรถรางแห่งสยามเพียงครึ่งปี ถวัติ ฤทธิเดช ก็ประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ใช้แรงงานอย่างงดงาม

คดีดื้อแพ่ง

เขาเริ่มเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเกิดข้อพิพาทกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ใน “คดีดื้อแพ่ง” การฟ้องร้องทำให้เขาถูกขับไล่ออกจากบ้านพักปากคลองตลาด แต่เมื่อไม่สามารถย้ายออกได้ในเวลาที่กำหนด เนื่องจากขัดสนเงินทอง ศาลได้ส่งภรรยาและบุตรของถวัติทั้งหมดไปขังที่สถานีตำรวจปากคลองตลาดเป็นเวลา 7 วัน พระยาพหลพลพยุหเสนา ต้องส่งคนมาช่วยประกันออกไป

เมื่อยังไม่สามารถหาที่พักได้ เขาต้องพาครอบครัวไปนอนประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือในการหาบ้านเช่าราคาถูกจากเลขานุการนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากผู้นำคณะราษฎรคนใด

ถวัติยุติความเคลื่อนไหวในทุกด้านอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งตัดขาดการติดต่อกับผู้นำแรงงานทุกคน เมื่อเกิดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 จนเป็นเหตุให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ (ต่อมาเป็นจอมพล) ใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของ ปรีดี พนมยงค์
nลืมเขาแล้วหรือ

สุขภาพเขาเริ่มทรุดโทรม โดยเป็นโรคปวดศีรษะ และมาลาเรียลงกระเพาะอาหาร จนต้องเข้าโรงพยาบาล และนอนรักษาตัวแบบผู้ป่วยอนาถาได้ 5 วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2493 รวมอายุทั้งสิ้น 56 ปี หากเขายังมีชีวิตอยู่ถึงขณะนี้ จะมีอายุถึง 117 ปี

ผู้ค้นคว้าชีวิตของถวัติกล่าวถึงงานศพของเขาว่า “พิธีศพของผู้นำแรงงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัย เป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีพวงหรีดใดๆ ไม่มีผู้นำการเปลี่ยนแปลงท่านใดจากคณะราษฎรเข้าร่วม มีเพียงครอบครัว และนายกสมาคมกรรมกรรถรางในเวลานั้น ที่เป็นประจักษ์พยานในการจากไปของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของเขา”

นี่คือแบบอย่างชีวิตวีรบุรุษคนแรกของกรรมกรไทย พวกท่านลืมเขาแล้วหรือ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ