พระพุทธมหาจักรพรรดิ วัดนางนอง งามเลิศในปฐพี

  • วันที่ 13 ก.พ. 2554 เวลา 17:22 น.

พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวกันว่าสวยงามเป็นเลิศ เมื่อเทียบกับอีก 2 องค์ที่เป็นพระประธานวัดปทุมคงคา ย่านเซียงกง และพระประธานในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดย...สมาน สุดโต

วัดที่ขึ้นชื่อลือนามในความสวยงามย่านฝั่งธนฯ วัดหนึ่ง คือวัดนางนองวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมการก่อสร้างอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดดเด่นเห็นชัดเจน ด้านนอก และรอบๆ จะเห็นพระอุโบสถ และวิหาร เป็นต้น ที่มีการก่อสร้างไทยผสมจีน ส่วนภายในพระอุโบสถจะพบพระพุทธมหาจักรพรรดิ พระพุทธรูปทรงเครื่อง 1 ใน 3 องค์ที่มีในประเทศไทย ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เช่นกัน

 

พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวกันว่าสวยงามเป็นเลิศ เมื่อเทียบกับอีก 2 องค์ที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดปทุมคงคา ย่านเซียงกง เขตสัมพันธวงศ์ และพระประธานในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งพระเทพสิทธิเวที (สำราญ) เจ้าอาวาสวัดนางนองรูปปัจจุบัน ก็ยืนยันถึงความเป็นเลิศดังกล่าว

วัดกับคลอง

วัดนางนองตั้งอยู่ริมคลองด่านฝั่งใต้ เยื้องกับวัดราชโอรสารามและวัดหนัง ที่อยู่อีกฝั่งคลอง แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเป็นทางบกก็ตั้งอยู่ที่ถนนวุฒากาศ เขตจอมทอง

ของที่มีชื่อเสียงที่วัดนางนองอีกอย่างหนึ่ง คือ โรงเรียนอนุบาลวัดนางนอง ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1

สมัยก่อนการติดต่อคมนาคมไม่มีเส้นทางไหนดีกว่าแม่น้ำลำคลอง คลองด่านก็มีบทบาทดังกล่าว เป็นเส้นทางที่ใช้สัญจรของชาวกรุงเทพฯ ที่จะออกไปยังจังหวัดที่อยู่ชายทะเล ได้แก่ จ.สมุทรสาคร ถึง จ.เพชรบุรี และก็เช่นเดียวกันเป็นเส้นทางที่ชาวประมงในจังหวัดชายทะเลนำสินค้าประมงมาค้าขาย ในขณะที่ชาวสวนย่านจอมทอง บางมด บางขุนเทียน ก็ใช้เส้นทางนี้เพื่อค้าขายหมาก พลู มะพร้าว พืชผัก ผลไม้ จากสวนจนกระทั่งเกิดตลาดน้ำขึ้นหลายแห่ง แต่ที่มีชื่อโด่งดังมาหลายสิบปีรู้จักเกือบทั่วโลก ได้แก่ ตลาดน้ำวัดไทร และเรือนแพ 2 ฟากฝั่งคลอง แต่ปัจจุบันตลาดที่ว่านั้นวายไปหมดแล้ว เมื่อเส้นทางคมนาคมเปลี่ยนมาใช้ทางบกแทน สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปตามเส้นทางคมนาคม ได้แก่ วัดและถาวรวัตถุ 2 ฝั่งคลอง สิ่งเหล่านั้นยังยืนเด่นเป็นสง่าให้ชาวประชามากราบไหว้บูชา และหาความรู้ที่บรรพชนรังสรรค์เอาไว้ตลอดเวลา

ส่วนคลองที่เคยมีความสำคัญในการคมนาคมในอดีต ปัจจุบันความสำคัญลดลง แต่ก็ยังได้รับการดูแลจากชุมชน ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะหน้าวัดเพราะเป็นเขตอภัยทาน เช่น ที่หน้าวัดราชโอรสาราม และวัดอัปสรสวรรค์ (วัดหมู) เป็นต้น เต็มไปด้วยปลาเล็กปลาใหญ่นานาชนิด

คลองด่านที่มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร ที่ใครก็ต้องผ่านในอดีตนั้น มี 2 ชื่อ ช่วงที่ต่อจากคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง เรียกว่า คลองด่าน ถึงปลายคลองออกแม่น้ำท่าจีน เรียกว่า คลองมหาชัย จึงมักเรียกรวมๆ กันว่าคลองด่าน คลองมหาชัย แม้กระทั่ง จ.สมุทรสาคร ยังเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามหาชัย ตามชื่อคลองที่ผ่านไปออกแม่น้ำท่าจีน สมัยรัชกาลที่ 3 คลองนี้เคยตื้นเขิน พระองค์ท่านจึงโปรดฯ ให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) เป็นแม่กองจ้างจีนมาขุดลอกคลอง ตอนนั้นกุลีจีนได้พบไหบรรจุเงินมูลค่าถึง 30 ชั่ง (ประมาณ 2,400 บาท) ที่บางบอนแล้วเอามาแบ่งกัน

วัดนางนองหากไปทางบกจะตั้งอยู่ที่ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในเขตจอมทอง ไม่ปรากฏหลักฐานของการสร้าง แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประมาณสมัยสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 (ขุนหลวงสรศักดิ์) ราวปี พ.ศ. 2245-2252

ศิลปะจีน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2375 ได้บูรณปฏิสังขรณ์ ทรงโปรดฯ ให้ทำเป็นงานใหญ่ รื้อของเก่า และปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม ดังปรากฏงานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในพระองค์ที่พระอุโบสถและพระวิหาร

การทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนางนองนั้น สืบเนื่องจากเป็นวัดในแขวงบางนางนอง ที่เคยเป็นนิวาสสถานของสมเด็จพระศรีสุลาลัยพระนามเดิม คือ เจ้าจอมมารดาเรียม พระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระอุโบสถและวิหารวัดนางนองจึงมีศิลปะแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว คือ สถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์ผสมผสานศิลปะจีน หลังคาพระอุโบสถ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับลวดลายแบบจีน โดยเฉพาะวิหารเห็นชัดที่สุด รวมทั้งประตูกำแพงแก้วเข้าวิหารสร้างเป็น|รูปกลมตามแบบจีน หากแต่ปัจจุบันการถมพื้นที่ต่ำทำให้สัดส่วนประตูวงกลมที่เคยงามสะดุดตาเสียรูปไปอย่างน่าเสียดาย ลวดลายวิจิตรที่บานประตูพระอุโบสถเป็นศิลปะจีน 100%

พระพุทธมหาจักรพรรดิ

ส่วนประวัติ พระพุทธมหาจักรพรรดิ พระประธานในพระอุโบสถมีโดยย่อว่า

พระพุทธมหาจักรพรรดิ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย พระพักตร์เป็นพุทธศิลป์สมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 2 เมตร 25 เซนติเมตรหรือประมาณ 4 ศอกครึ่ง เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ที่ทำเครื่องทรงเครื่องประดับตกแต่งทุกชิ้น แยกออกจากองค์พระสวมทับไว้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ปั้นลายปิดทองประดับกระจก กล่าวได้ว่า พระพุทธมหาจักรพรรดิ ถือเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความงามอย่างวิจิตรอลังการ ผู้ที่เข้ามากราบไหว้สักการะย่อมมีความเอิบอิ่มและสงบเยือกเย็น เพราะบารมีแห่งพุทธคุณ

ยอดปรางค์วัดอรุณคือมงกุฎพระพุทธมหาจักรพรรดิ

มีเรื่องเล่าขานถึงมงกุฎทรงของพระพุทธมหาจักรพรรดิ เฉพาะเครื่องศิราภรณ์ คือ มงกุฎของพระพุทธมหาจักรพรรดิ มีประวัติว่า องค์ที่สวมอยู่นี้เป็นชิ้นที่ 2 องค์แรกนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เมื่อครั้งทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดให้สูงขึ้นจากเดิม

พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สร้างขึ้นด้วยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยมีพระราชดำริเห็นว่าพระปรางค์เดิมสูง 8 วานั้น ยังย่อมอยู่ กรุงรัตนโกสินทร์ได้ตั้งขึ้นเป็นราชธานี ยังไม่มีพระมหาธาตุ ควรเสริมสร้างให้ใหญ่เป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร แต่การยังไม่เสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 จึงทรงดำเนินการต่อตามพระราชประสงค์ในรัชกาลก่อนเมื่อพระปรางค์เสร็จ เมื่อทรงยกนภศูลตามพระปรางค์แบบโบราณ ทรงโปรดฯ ให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานในวัดนางนองมาสวมต่อบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ดังนั้นมงกุฎองค์แรกของพระพุทธมหาจักรพรรดิ จงไปประดิษฐาน ที่ยอดพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่เห็นที่วัดนางนองจึงเป็นชิ้นที่ 2 ด้วยประการฉะนี้

เกี่ยวกับเรื่องให้ยืมมงกุฎพระประธานวัดนางนอง ไปสวมบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ความทรงจำ” ตอนหนึ่งว่า “จะเป็นด้วยพระราชดำริอย่างไร จึงทำเช่นนั้นหาได้ตรัสให้ใครทราบไม่ และการที่เอามงกุฎขึ้น ต่อบนยอดนภศูล ก็ไม่เคยมีแบบอย่างที่ไหนมาก่อน”

คนในสมัยนั้นจึงพากันสันนิษฐานว่า มีพระราชประสงค์จะให้คนทั้งหลายเห็นเป็นนิมิตว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ จะเป็นยอดของบ้านเมืองต่อไป
กาลเวลานับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์นานกว่า 200 ปี สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งแท่นฐานชุกชี พระพุทธมหาจักรพรรดิได้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ทำให้องค์พระประธานเอนไปด้านหลัง จึงได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคง ตลอดทั้งพระอุโบสถด้วย

พระพุทธมหาจักรพรรดิเดิมไม่มีพระนาม แต่ได้ถวายพระนามในภายหลัง ด้วยพิจารณาว่า พุทธลักษณะแสดงถึงพระพุทธมหาจักรพรรดิทางธรรม

เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นพระพุทธมหาจักรพรรดิ จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถและหน้าต่างเป็นภาพเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิราช ตามคติในพระพุทธศาสนาที่เล่าถึงท้าวมหาชมพู นอกจากนั้นลวดลายรดน้ำปิดทองประดับบนบานแผละทั้ง 4 คู่ ของประตูทั้ง 4 บาน รอบพระอุโบสถแสดงรูปแก้วทั้ง 7สมบัติเฉพาะของพระเจ้าจักรพรรดิ

ลำดับเจ้าอาวาส

ส่วนความรุ่งเรืองและความเจริญของวัดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส สำหรับวัดนางนองมีเจ้าอาวาสครองมาถึงปัจจุบัน 7 รูปด้วยกัน รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เรียบเรียงไว้ในหนังสือ 3 วัดประวัติศาสตร์ ที่ระลึกงานศพนางสุทิน บุนปาน (7 มี.ค. 2552) ว่าในจดหมายเหตุเรื่องบัญชีพระสงฆ์ ซึ่งเข้ามารับพระราชทานเทียนพรรรษา ตั้งแต่ปีวอก ฉศก คือปี จ.ศ. 1186 (พ.ศ. 2367) ปีแรกในรัชกาลที่ 3 ถึงปีชวด สัมฤทธิศก จ.ศ. 1190 (พ.ศ. 2371) ระบุเพียงว่า วัดนางนองมีพระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้ระบุชื่อ จึงไม่ทราบชื่อเจ้าอาวาสในช่วงนั้น แต่หลังจากนั้นมีปรากฏชื่อดังนี้

1.พระญาณสมโพธิ มีปรากฏชื่อในจดหมายเหตุว่าเข้ารับเทียนประจำพรรษาในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2382

2.พระภาวนาโกศล (รอด) เดิมจำพรรษาวัดหนัง ต่อมาจึงย้ายมาครองวัดนางนอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2397 มีเรื่องเล่ากันว่าถูกถอดสมณศักดิ์ เพราะไม่ถวายอดิเรกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เนื่องจากปัญหาธรรมยุติกนิกาย

3.พระวิสุทธิโสภณ (โล้) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2410 อาพาธเป็นลม มรณภาพเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2450

4.พระศีลาจารพิพัฒน์ (จุ้ย) เดิมอยู่วัดเวฬุราชิน เป็นเจ้าอาวาสวัดนางนอง พ.ศ. 2450-2457

5.พระครูสุนทราวาสกิจ พ.ศ. 2457-2486

6.พระวุฒิญาณมุนี (เลื่อน ญาณวุฑโฒ) พ.ศ. 2486-2531

7.พระเทพสิทธิเวที (สำราญ รตนธมฺโม ป.ธ. 4 พ.ธ.บ. เดิมอยู่วัดราชโอรสาราม) ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชให้มาครองวัดนางนอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ถึงปัจจุบัน)

ข่าวอื่นๆ