ล็อคเก็ตหลวงพ่อเเที่ยงรุ่นแรกและรุ่นเดียว

  • วันที่ 31 ก.ค. 2562 เวลา 22:51 น.

ล็อคเก็ตหลวงพ่อเเที่ยงรุ่นแรกและรุ่นเดียว

โดยสมาน สุดโต

คณะศิษย์ จัดงานทำบุญอายุวัฒนมงคล 7 รอบ หรือ 84 ปี ถวายหลวงพ่อเที่ยง หรือพระธรรมธีรราชมหามุนี เมื่อวันที่ 29 - 30 มิ.ย.2562 นอกจากนิมนต์พระมหาเถระเจริญพระพุทธมนต์แล้ว หลวงพ่อเที่ยงยังเมตตานำล็อคเก็ตที่สร้างจำนวนจำกัดในวาระที่มีอายุ 84 ปีแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์อีกด้วย

ล็อคเก็ตรูปไข่ด้านหน้าพิมพ์รูปเหมือนหลวงพ่อเที่ยง 4 สี พร้อมทั้งพิมพ์ชื่อหลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม แถวแรก และ พิมพ์ชื่อ พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม ในแถวที่ 2 ด้านหลังบรรจุตะกรุดขนาดเล็ก 2 ดอก

ศิษย์ที่ใกล้ชิดคนหนึ่งบอกว่า ล็อคเก็ตนี้สร้างจำนวนจำกัด ใครได้ไปก็หวงมาก มีผู้เสนอราคาถึง 2,000 บาท ก็ไม่มีใครปล่อย ดังนั้นใครมีไว้ครอบครองนอกจากเป็นมงคลแก่ตัวแล้ว ยังเป็นบุญวาสนาในอนาคตอีกด้วย

หลวงพ่อเที่ยง หรือพระธรรมธีราชมหามุนี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม หรือวัดสมเด็จโต ท่านมีชื่อเดิมว่า เที่ยง นามสกุล ชูกระโทก ฉายา อคฺคธมฺโม ท่านเกิดเมื่อ 30 มิ.ย. 2478 เรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค พธด. กิตติมศักดิ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 เกิดที่ จ.นครราชสีมา

ความสามารถพิเศษคือ แต่งกลอนเก่งมาก ท่านมักจะสร้างระฆังไปแจกตามวัดวาอารามในชนบท หรือบางครั้งก็หล่อพระพุทธรูปไปแจก แม้แต่รูปของหลวงปู่โตอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ยังหล่อเอาไปแจกตามวัดที่ได้ทำเรื่องขอท่านมา

ราช รามัญ เคยเขียนถึงหลวงพ่อเที่ยง ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2560 ว่า หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจว่า "ได้มีโอกาสรู้จักกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (หลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวิสุทธิกวี แต่เรียกท่านด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระที่ทรงภูมิรู้ทางด้านบาลีเป็นเอกอุ และความสามารถในการประพันธ์เป็นยอด เรียกว่าหายใจเป็นบทกลอนก็แล้วกัน เป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทางดงาม กราบไหว้กันได้สนิทใจ

ท่านเป็นคน จ.นครราชสีมา บรรพชาตั้งเป็นสามเณร แล้วก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุสืบต่อเนื่อง เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค กุฏิของหลวงพ่อ เมื่อปี 2533 เป็นเพียงเรือนไม้ยาวเก่าๆ ทรุดโทรมมากที่ท้ายคณะ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม

แม้จะเป็นถึงพระราชาคณะแล้วก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ในห้องของหลวงพ่อไม่มีเตียงตั่งตั้งนอน มีแต่เพียงผ้าปูนอนราบเรียบกับพื้น ไม่มีอะไรที่งามวิจิตรพิสดารเยี่ยงคนทางโลกเลย

ต่อมาด้วยความศรัทธาของศิษย์ จึงได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายให้ และแม้ว่าได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตาม แต่หลวงพ่อก็ยังมีปฏิปทาเหมือนเดิม คือ นอนพื้น และที่สำคัญท่านฉันมังสวิรัติตลอดชีวิต

ในยามบ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนพอควร ผมไปกราบท่านที่กุฏิไม้เรือนเดิม คุยปัญหาธรรมต่างๆ นานา หลวงพ่อเล่าไปหัวเราะในลำคอไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยังจำติดใจมาตลอด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก

“คืนนั้นนั่งภาวนาที่นี่...ดึกมากแล้วเลยจำวัด พอเอียงกายนอนตะแคงข้างไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หลวงปู่โตท่านมาในนิมิตเลย ท่านมาแล้วจูงมือเราเดินเข้าไปในสวน เป็นสวนที่ร่มรื่นมาก ถามท่านว่าจะพาไปไหน ท่านก็ว่าตามมาๆ ในสวนนั้นเป็นสวนหมาก หมากสุกร่วงหล่นเต็มพื้นไปหมดเดินนุ่มเท้าสบาย มาถึงกระท่อมกลางสวน หลวงปู่ท่านว่า ให้นั่งรออยู่ตรงนี้นะ ก็นั่งรอ รออยู่นานสองนานไม่เห็นท่านมาเลย แล้วก็สะดุ้งรู้สึกตัวก็แปลกดี...ทำไมเป็นแบบนี้

แต่อีกทีที่แปลกกว่า...วันหนึ่งขณะที่จำวัดอยู่...ท่านมานั่งที่ตรงเหนือหัวนอน แล้วก็หัวเราะดังลั่น ในฝันหันไปมองว่าเสียงใคร เอ้า...หลวงปู่มาหัวเราะทำไม...เช้ารีบเดินทางไปจ.นครราชสีมา...พอถึงรังสิตเท่านั้น...อดหัวเราะตามหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อคนขับหันมาบอกว่า หลวงพ่อครับล้อหลังรถเรามันแซงล้อหน้าไปแล้วครับ... จึงเข้าใจเลยว่าท่านมาเตือน แต่เราไม่เข้าใจเองว่าท่านมาทำไม

หลวงพ่อเที่ยง...ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด มีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทุกวันหลวงพ่อจะต้องนั่งภาวนาสมาธิไม่เคยขาด มากน้อยตามแต่กำลังของจิตที่ต้องการการเติมเต็ม

สิ่งที่เคยเห็นมากับลูกกะตา...วันหนึ่งนำเอาพระเครื่องไปให้หลวงพ่อท่านเมตตาปลุกเสก เพื่อนำเอาไปออกแจก เพื่อให้กับเพื่อนๆ ที่ร่วมทำบุญ ในขณะที่หลวงพ่อท่านนั่งกรรมฐานภาวนาอธิษฐานจิตอยู่นั้นปรากฏว่าใบหน้าหลวงพ่อมีภาพเชิงซ้อนกลายเป็นใบหน้าของหลวงปู่โต สะกิดให้เพื่อนหันไปดู ปรากฏว่าเพื่อนร้อง เฮ้ย...ด้วยความตกใจ ที่เห็นเหมือนกันกับสายตาของเรา ไม่นานหลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาแล้วถามว่า

“ใครร้อง...ร้องทำไม” จากนั้นหลวงพ่อก็ปะพรมน้ำมนต์พร้อมกับท่องพระคาถาชินบัญชร

หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระมหาเถระที่อยู่อย่างสมถะมาก ไม่เป็นผู้สะสม ใครถวายอะไรมาท่านวางกองเอาไว้ แอร์ในกุฏิถวายมาไม่เคยจะเปิดจนมันพังไปเพราะไม่ได้ใช้เลย ทุกวันนี้สาธุชนที่เคารพศรัทธาไปกราบท่านที่คณะ 4 ท่านก็ต้อนรับแบบเป็นกันเอง ไม่มีการปิดกั้น พบยาก จองคิว อะไรทั้งนั้น ท่านเป็นพระเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

เคยถามหลวงพ่อว่า เวลานั่งอธิษฐานพระเครื่องตามงานหลวงพ่อนั่งอย่างไร ...ท่านเมตตาบอกว่า “ก็นั่งสมาธิให้ใจสงบ ท่านอื่นนั่งอย่างไรไม่รู้นะ แต่นั่งให้ใจสงบเราก็มีใจเป็นกุศลแล้ว จากนั้นก็ท่องพระคาถาชินบัญชรให้หนึ่งจบ การท่องคาถานี้จะให้มีอานุภาพ ต้องท่องด้วยหัวใจ ท่องช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องให้ชัดถ้อยชัดคำ การท่องแบบนี้เป็นการฝึกสติของตัวเองไปด้วยในตัว คนเราเมื่อสติที่ดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดีตาม”

ในบริเวณกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบันมีระฆังที่หล่อขึ้นมาใหม่มากมาย ถามว่า หล่อเอามาทำอะไรเยอะมากมาย ท่านว่าเอาไว้แจกวัดในต่างจังหวัดที่ทำเรื่องขอมาว่าไม่มีระฆัง นับได้ว่าเป็นการสร้างทานบารมีในรูปแบบของวัตถุเพื่อพระศาสนา

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปวัดระฆังฯ ไปกราบท่านกันนะครับ ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติน่าศรัทธาอีกรูปหนึ่งของแผ่นดินเลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง

หลวงพ่อเที่ยงท่านเมตตาทุกคนเสมอภาค ไม่เลือกใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ยังแข็งแรงมาก ความจำดีเลิศ ไปกราบพระแท้แบบนี้แล้ว เราท่านต่างได้ทั้งบุญกุศลที่อิ่มเอิบเบิกบานอย่างแท้จริงครับ

 

 

ข่าวอื่นๆ