
พิชาย เตือนเสียงข้างมากสกัด กมธ. เสี่ยงบั่นทอนกลไกตรวจสอบสภา
ดร.พิชายมองข้อถกเถียงเรื่องมติบรรจุวาระและการเชิญบุคคลชี้แจง อาจเปิดทางให้เสียงข้างมากสกัดการตรวจสอบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับกรอบซักฟอก 5 วัน
KEY
POINTS
- การกำหนดให้ กมธ. ลงมติก่อนบรรจุวาระ อาจทำให้เสียงข้างมากจำกัดประเด็นตรวจสอบ
- ปมเชิญศิริโชคให้ข้อมูลเรื่องเว็บพนันกลายเป็นข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจและระเบียบใน กมธ.
- ดร.พิชายเห็นว่าฝ่ายค้านควรได้เวลาอภิปราย 5 วัน เพราะมีรัฐมนตรีถูกพุ่งเป้า 18 คน
ความขัดแย้งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า กติกาของสภาจะคุ้มครองกระบวนการตรวจสอบ หรือเปิดช่องให้เสียงข้างมากหยุดประเด็นที่กระทบรัฐบาลและพวกพ้อง
ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา และอาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร นิด้า มองว่า การประชุมประธานกรรมาธิการ 35 ชุดที่ประธานสภาเรียกหารือ จบลงโดยไม่มีข้อสรุปใหม่ นอกจากให้ยึดข้อบังคับเดิม
ประเด็นที่ยังถกเถียงคือ ใครมีอำนาจกำหนดวาระ กมธ. ตามบรรทัดฐานเดิม ประธาน กมธ. มีอำนาจบรรจุวาระได้ การเสนอให้ต้องผ่านมติที่ประชุมก่อนจึงจะบรรจุวาระหรือเดินหน้าตรวจสอบ อาจทำให้เสียงข้างมากใน กมธ. สกัดเรื่องที่ไม่ต้องการให้ตรวจสอบได้
ความกังวลนี้ปรากฏชัดในการประชุมวันที่ 22 ตุลาคม เมื่อ กมธ. ซึ่งมีรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน เชิญศิริโชคมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บพนัน ฝ่ายที่วิจารณ์การประชุมระบุว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลยกข้อบังคับและการขอมติมาโต้แย้ง ก่อนเดินออกจากห้องประชุม พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวมุ่งเตะถ่วงการตรวจสอบเครือข่ายเว็บพนัน 4,000 เว็บไซต์และปมสินบน 40 ล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิด สส.พรรคภูมิใจไทย
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ดร.พิชายอธิบายว่า การเชิญบุคคลมาชี้แจงมักอยู่ในกรอบที่ กมธ. เห็นชอบตั้งแต่เริ่มพิจารณาเรื่อง ส่วนการเชิญบุคคลใหม่เพิ่มเป็นข้อถกเถียงทางเทคนิคว่า ต้องลงมติใหม่ทุกครั้งหรือไม่ ขณะที่ กมธ. ไม่มีอำนาจจับกุมหรือตัดสินคดี หน้าที่คือรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้
ในทางการเมือง การใช้ข้อกฎหมายหรือการวอล์กเอาต์อาจทำให้การตรวจสอบสะดุด แต่ก็อาจเพิ่มความสงสัยของสังคมต่อเหตุผลที่ไม่รับฟังข้อมูล ดร.พิชายจึงเตือน สส.ฝ่ายรัฐบาลว่า วันนี้เป็นรัฐบาล วันหน้าอาจกลับไปเป็นฝ่ายค้าน การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบย่อมเป็นประโยชน์ต่อระบบสภาในระยะยาว
อีกสนามที่สะท้อนการต่อรองคือกรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านขอเวลา 5 วัน หรือ 60 ชั่วโมง เพื่ออภิปรายรัฐมนตรี 18 คนเป็นรายบุคคล และเผื่อเวลาสำหรับการประท้วงจากฝ่ายรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลต่อรองให้เหลือ 3–4 วัน ดร.พิชายเห็นว่าควรให้เวลา 5 วันเต็ม เพราะหากรัฐบาลมั่นใจในคำชี้แจง ก็สามารถตอบให้สั้นและตรงประเด็นได้
ประเด็นที่ต้องจับตาต่อ: การตีความข้อบังคับเรื่องอำนาจบรรจุวาระและการเชิญบุคคลของ กมธ. จะนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้หรือไม่ และการเจรจากรอบเวลาซักฟอกจะได้ข้อยุติตามข้อเสนอของฝ่ายค้านหรือไม่







