
ปมนิรโทษฯ ทักษิณ วัสชี้ไม่เข้าเกณฑ์ วิญญัติโต้เป็นคดีการเมือง
คำร้องนิรโทษกรรม 4 คดีของทักษิณ เปิดข้อถกเถียงเรื่องข้อยกเว้นคดีทุจริตและนิยามการกระทำทางการเมือง ขณะที่ผลพิจารณาอาจกระทบบทบาทเพื่อไทยช่วงเตรียมซักฟอก
KEY
POINTS
- วัส ติงสมิตร เห็นว่าคดีของทักษิณเข้าข้อยกเว้นเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และไม่ใช่การชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองตามเงื่อนไขกฎหมาย
- วิญญัติ ชาติมนตรี โต้ว่า คดีมีต้นทางจากรัฐประหาร เป็นคดีการเมือง และคำพิพากษาไม่ได้ระบุฐานความผิดว่าเป็น “ทุจริต” โดยตรง
- คณะกรรมการต้องตีความทั้งข้อยกเว้น ขอบเขตการกระทำทางการเมือง และผลต่อคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลวินิจฉัยอาจมีนัยต่อเกมการเมืองก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ
คำร้อง 4 คดี จุดเริ่มข้อถกเถียง
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอรับสิทธินิรโทษกรรมและลบล้างผลทางกฎหมายในคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว โดยอ้างว่าคดีเป็นผลพวงจากรัฐประหารและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายหลัง
คำร้องครอบคลุม 4 คดี ได้แก่ คดีเงินกู้ EXIM Bank คดีแก้ไขสัมปทานโทรคมนาคมชินคอร์ป คดีหวยบนดิน และคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
วัสชี้ติดข้อยกเว้นและเงื่อนไขทางการเมือง
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษา เห็นว่านายทักษิณไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม โดยยกข้อยกเว้นในมาตรา 3 ซึ่งตามข้อมูลที่ให้มาระบุว่าไม่ครอบคลุมความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามมาตรา 112 ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส และความผิดต่อส่วนตัว
ข้อโต้แย้งสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าคดีของทักษิณเป็นความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือไม่ แม้คำพิพากษาในคดีอาญาทั้งสามจะไม่ได้ใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อฐานความผิดโดยตรง วัสเห็นว่าควรพิจารณาเนื้อหาและพฤติการณ์ในคำพิพากษาประกอบ จึงมองว่าคดีเข้าข้อยกเว้น
อีกเงื่อนไขหนึ่งคือมาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้การกระทำต้องเกี่ยวเนื่องกับการเข้าร่วมชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง วัสเห็นว่าการกระทำในคดีทั้งสี่ไม่เข้าเงื่อนไขนี้
วิญญัติยืนยันคดีมีมูลเหตุจากการรัฐประหาร
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ โต้แย้งโดยอ้างทฤษฎี “ต้นไม้พิษและผลไม้เป็นพิษ” โดยเห็นว่าคดีทั้งสี่มีจุดเริ่มต้นจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และกระบวนการของ คตส. รวมถึงประกาศ คปค. ฉบับที่ 30
ฝ่ายทนายมองว่าคดีเหล่านี้เกี่ยวพันกับความขัดแย้งหลังรัฐประหาร จึงควรพิจารณาในฐานะคดีทางการเมือง พร้อมชี้ว่าคำพิพากษาคดีอาญาไม่ได้ระบุโดยตรงว่าทักษิณกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จึงไม่ควรถูกตัดสิทธิด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว
วิญญัติยังขอให้คณะกรรมการพิจารณาตามเจตนารมณ์เรื่องความสมานฉันท์และการสร้างสันติสุข โดยไม่ใช้คำว่า “ทุจริต” เป็นเงื่อนไขกีดกันผู้ยื่นคำร้อง
คณะกรรมการต้องชี้ทั้งหลักเกณฑ์และผลทางกฎหมาย
คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องพิจารณาว่าการใช้ข้อยกเว้นเรื่องทุจริตจะยึดเฉพาะชื่อฐานความผิดในคำพิพากษา หรือจะพิจารณาเนื้อหาและพฤติการณ์ด้วย
คณะกรรมการยังต้องวินิจฉัยว่าการกระทำในแต่ละคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองตามมาตรา 7 หรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าการได้รับนิรโทษกรรมจะมีผลต่อคำสั่งริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทอย่างไร
ผลวินิจฉัยอาจเปลี่ยนแรงต่อรองก่อนซักฟอก
สำหรับทางการเมืองมีการประเมินไว้ 2 ทาง หากทักษิณได้รับนิรโทษกรรม อาจทำให้ขยายบทบาททางการเมืองได้มากขึ้น และผลอาจถูกใช้เป็นแนวทางกรณีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกทั้งอาจเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามแต่ก็ยังมีคดีตามมาตรา 112 ที่รอการชี้ขาด
ทว่า หากคำร้องถูกตีตก ทักษิณจะยังติดข้อจำกัดทางการเมือง ส่วนพรรคเพื่อไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านความนิยมและเสียเปรียบในการต่อรองกับพรรคภูมิใจไทย จนอาจต้องสนับสนุนรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ยังเป็นฉากทัศน์ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว ประเด็นชี้ขาดจึงอยู่ที่การตีความกฎหมายของคณะกรรมการ และผลการพิจารณาจะส่งแรงสะเทือนต่อสมดุลการเมืองในช่วงเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงใด.







