posttoday
เอเชียยอดเดอะแบก! IMF เตือนไทย รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

เอเชียยอดเดอะแบก! IMF เตือนไทย รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

15 ตุลาคม 2569

IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ชี้เศรษฐกิจเอเชียแกร่งเกินคาด พยุงเศรษฐกิจโลกโต 68% เตือนไทย-อาเซียนรับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถูกถาโถมด้วยวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการตั้งรับแรงกระแทก ในการแถลงข่าวเปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook) ซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุม IMF-World Bank 2026

 

Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย Sonali Jain-Chandra รองผู้อำนวยการฯ ได้ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่กำลังถูกกำหนดด้วยแรงขับเคลื่อนและความท้าทายสำคัญ พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชนจากทั่วเอเชียอย่างเจาะลึก

 

เอเชียยอดเดอะแบก! IMF เตือนไทย รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

 

3 แรงปะทะหลัก กำหนดชะตาเศรษฐกิจเอเชีย

 

ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกในปัจจุบันถูกหล่อหลอมจากปัจจัยหลัก 3 ประการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ได้แก่

 

1.วิกฤตราคาพลังงาน (Energy Shocks)

เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอเชียซึ่งพึ่งพาการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทั้งนี้ สัดส่วนการพึ่งพาพลังงานของเอเชีย-แปซิฟิกอยู่ที่ราว 4% ของ GDP (สูงเป็น 2 เท่าของสหภาพยุโรป) และเกือบ 2% ของ GDP เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

2.กระแสบูมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech Boom)

เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นต้นมา ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน การส่งออก และดันราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีให้ทะยานขึ้น โดยเฉพาะความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

3.แรงกระแทกจากกำแพงภาษี (Tariff Shocks)

เป็นผลพวงจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรเมื่อช่วงต้นปี 2025

 

แม้ต้องเผชิญแรงกดดันเหล่านี้ แต่เศรษฐกิจเอเชียกลับปรับตัวได้ดีกว่าที่ IMF เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน หลายประเทศกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดความต้องการใช้พลังงานฟอสซิล หันไปพึ่งพาพลังงานทางเลือก

 

รวมถึงนำสต็อกน้ำมันสำรองออกมาใช้ (เช่น ในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) เพื่อลดแรงกดดันด้านราคา ขณะที่ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ไม่ได้โตแค่กลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี ก็ยังยืนระยะได้ดีจากการกระจายตลาดส่งออกและการค้าภายในภูมิภาคที่ขยายตัวผ่านข้อตกลงการค้าเสรีที่แน่นแฟ้นขึ้น

 

เอเชียยอดเดอะแบก! IMF เตือนไทย รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

 

ตัวเลขคาดการณ์ GDP เอเชียล่าสุดโดย IMF

  • ปี 2025: ขยายตัว 5.0%
  • ปี 2026: ขยายตัว 4.8%
  • ปี 2027: ขยายตัว 4.4%

*แม้ทิศทางจะชะลอตัวลง แต่ยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 68% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกทั้งหมด*

 

อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าความยืดหยุ่นของเอเชียไม่ได้มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด การดึงสต็อกพลังงานสำรองมาใช้ย่อมมีวันหมด และต้นทุนทางการคลังของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจกำลังพุ่งสูงขึ้น ที่สำคัญคือผลลัพธ์ของการเติบโตมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างชัดเจน

ประเทศที่ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากวัฏจักรขาขึ้นของเทคโนโลยีอย่าง เกาหลีใต้ และ บางประเทศในอาเซียน ต่างได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ อินเดีย ที่เติบโตแข็งแกร่งเกินคาด

 

ในทางกลับกัน ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มประเทศรายได้น้อยอย่าง กัมพูชา บังกลาเทศ และหมู่เกาะแปซิฟิก กลับถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ IMF ยังประเมินว่าความเสี่ยงในระยะข้างหน้ายังเอนเอียงไปในทางขาลง (Downside Risks) จาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อหรือปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
  • การทบทวนความสามารถในการทำกำไรและผลิตภาพที่แท้จริงของการลงทุนด้าน AI
  • ความเปราะบางทางการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งจะซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาระงบประมาณของรัฐ

 

เอเชียยอดเดอะแบก! IMF เตือนไทย รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ

 

โจทย์ใหญ่ไทยและอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน ควบคู่แก้หนี้ครัวเรือน

 

ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตอบคำถามสื่อมวลชนไทยถึงผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง

 

โดยชี้ให้เห็นจุดเปราะบางสำคัญว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานสูงถึง 7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่อยู่เพียง 4%

 

"ที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียรับมือวิกฤตได้ดีด้วยการระบายสต็อกพลังงานสำรองออกมาช่วยพยุงราคา แต่คำถามคือจะใช้วิธีนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะพลังงานสำรองมีขีดจำกัด หากวิกฤตยืดเยื้อจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต้องกลับมาซื้อพลังงานในตลาดโลกอีกครั้ง ราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้น และกระทบต่ออาเซียนรวมถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางออกสำคัญที่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง"

 

ส่วนประเด็นหนี้ครัวเรือนและการดูแลกลุ่มเปราะบางในไทย ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF มองว่า หลายประเทศต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการกำแพงภาษี ไปจนถึงวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้กันชนทางการคลังร่อยหรอลง ข้อเสนอแนะของ IMF สำหรับไทยและประเทศในภูมิภาคคือการยึดหลัก "มุ่งอุ้มคน ไม่ใช่อุ้มราคา" (Protect people, not prices)

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณอย่างรัดกุมโดยไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่ควบคู่ไปกับการประคองกลุ่มเปราะบาง แนวทางสำคัญคือต้องเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาสินค้าหรือพลังงานแบบหว่านแห มาเป็นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า

 

โดยนำฐานข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐและเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยคัดกรอง เพื่อให้เม็ดเงินส่งถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง ภายใต้กรอบวินัยการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

 

ข่าวล่าสุด

งดบิน 24 ชม.! กพท. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 Bangkok City 16 ต.ค. 69 เข้มความปลอดภัยประชุม IMF

งดบิน 24 ชม.! กพท. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 Bangkok City 16 ต.ค. 69 เข้มความปลอดภัยประชุม IMF