posttoday
คดีฮั้วโกงเลือกสว.ถึงทางแยก กกต.แบกเดิมพันความน่าเชื่อถือ

คดีฮั้วโกงเลือกสว.ถึงทางแยก กกต.แบกเดิมพันความน่าเชื่อถือ

08 กันยายน 2569

ความเห็นสองชุดสอบสวนสวนทาง ข้อกล่าวหาเรื่องคัดกรองหลักฐานเพิ่มแรงกดดันต่อ กกต. ก่อน 14 ก.ย. ขณะที่ผลคดีอาจกระทบไกลกว่าตัว สว. 229 คน

KEY

POINTS

  • กกต. เผชิญการตัดสินใจครั้งสำคัญในคดีฮั้วเลือก สว. หลังคณะอนุกรรมการ 2 ชุดมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยชุดหนึ่งเสนอให้ดำเนินคดีทั้งหมด 229 คน แต่อีกชุดเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด
  • กระบวนการพิจารณาคดีมีความซับซ้อนจากข้อกล่าวหาเรื่องการกลั่นกรองรายชื่อผู้ถูกร้องบางคนออกไป และปัญหาพยานสำคัญกลับคำให้การ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันและความท้าทายในการชั่งน้ำหนักหลักฐานของ กกต.
  • ผลการตัดสินคดีไม่เพียงส่งผลต่อผู้ถูกร้อง แต่ยังเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. และอาจกระทบถึงความชอบธรรมของวุฒิสภา รวมถึงอาจขยายผลไปถึงพรรคการเมืองได้ในอนาคต


คดีตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่ถูกเรียกว่า “คดีฮั้ว สว.” กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อ กกต.มีกรอบพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในชั้นสอบสวนต่อผู้ถูกร้อง 229 คน

 

ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียงว่า สว.หรือผู้เกี่ยวข้องรายใดจะถูกดำเนินคดี แต่รวมถึงคำถามว่า กกต.จะใช้มาตรฐานอะไรในการชั่งน้ำหนักหลักฐาน และจะอธิบายเหตุผลต่อสังคมได้มากเพียงใด

 

จุดนี้ทำให้คดีมีความหมายเกินกว่าสถานะของคน 229 คน เพราะผลพิจารณาอาจกระทบทั้งความน่าเชื่อถือของ กกต. ความชอบธรรมของวุฒิสภา และอาจขยายไปถึงพรรคการเมือง หากในอนาคตมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงฝ่ายการเมือง

 

ความเห็น2ชุดสวนทาง กกต.ต้องเป็นคนตัดสิน

 

ปัญหาสำคัญเริ่มจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสองชุดที่ต่างกันเกือบคนละขั้ว

 

ตามข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย ระบุว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เห็นควรดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คน ขณะที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เห็นควรยกคำร้องทั้งหมด

 

เมื่อข้อมูลชุดเดียวกันนำไปสู่ข้อสรุปที่ต่างกัน ภาระจึงตกอยู่ที่ กกต.ชุดใหญ่

 

คำถามสำคัญคือ กกต.ต้องมีหลักฐานมากแค่ไหนจึงจะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา

 

รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายว่า กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เพียงส่งเรื่องต่อโดยไม่พิจารณาอะไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง กกต.ก็ไม่ใช่ศาลที่จะต้องวินิจฉัยความผิดให้เสร็จทั้งหมดด้วยตัวเอง

วีระ สมความคิด

 

จุดนี้ทำให้ กกต.มีทางเลือกมากกว่าสองทาง

 

ทางแรกคือส่งผู้ถูกร้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการศาล ทางที่สองคือยกคำร้องทั้งหมด และทางที่สามคือแยกพิจารณาเป็นรายบุคคล ใครมีหลักฐานหนักกว่าก็ส่งศาล ส่วนรายที่หลักฐานไม่พอก็ยกคำร้อง

 

ทางเลือกที่สามอาจช่วยลดปัญหาการเหมารวม แต่ก็สร้างโจทย์ใหม่ว่า กกต.จะอธิบายอย่างไรว่าเหตุใดบางคนจึงถูกส่งดำเนินคดี ขณะที่บางคนไม่ถูกส่ง

 

  • หากเหตุผลไม่ชัด ความสงสัยจะไม่จบพร้อมมติ
  • ปมใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ผลคดี แต่อยู่ที่ขั้นตอนกลั่นกรอง

 

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้คดีถูกจับตาคือบทบาทของเลขาธิการ กกต.ในขั้นตอนก่อนเรื่องถึงกรรมการ กกต.ชุดใหญ่

 

รศ.ดร.ยุทธพรระบุว่า เลขาธิการ กกต.มีหน้าที่รวบรวม กลั่นกรอง และจัดทำความเห็นก่อนเสนอกรรมการ แต่ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายยังเป็น กกต.

 

ดังนั้นต้องแยกให้ออกระหว่าง “คนเตรียมเรื่อง” กับ “คนวินิจฉัย”

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องอ่อนไหว หลังนายวีระ สมความคิด ระบุว่าได้รับเอกสาร 4 แฟ้มจากบุคคลภายใน และตั้งข้อกล่าวหาว่า บุคคลที่เขาเรียกว่า “บิ๊ก 187” และ “บิ๊ก 228” ถูกตัดออกจากแนวทางดำเนินคดีในชั้นกลั่นกรอง ทั้งที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เคยเห็นควรดำเนินคดีรวมอยู่ใน 229 คน

 

ข้อกล่าวหานี้ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว และข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่มีคำชี้แจงจาก กกต.หรือเลขาธิการ กกต.

 

แต่ในทางการเมือง ข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้ กกต.ต้องรับแรงกดดันมากขึ้น

 

หากผลสุดท้ายมีการยกคำร้องบุคคลบางกลุ่ม กกต.จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่าการตัดสินใจนั้นมาจากน้ำหนักหลักฐาน ไม่ใช่จากขั้นตอนกลั่นกรองที่ถูกตั้งคำถาม

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องว่า “ใครรอด ใครไม่รอด” แต่เป็นเรื่องว่าคนจะเชื่อระบบพิจารณาของ กกต.หรือไม่

 

พยานกลับคำ ทำให้การชั่งน้ำหนักหลักฐานซับซ้อนขึ้น

 

อีกปมที่ทำให้คดีไม่สามารถมองแบบขาวกับดำได้ คือปัญหาพยานและมาตรฐานการรับฟังหลักฐาน

 

นายวีระตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ใช้มาตรฐานรับฟังหลักฐานเข้มเกินไป เช่น ต้องมีภาพบุคคลอยู่ร่วมกัน หรือมีเส้นทางเงินเชื่อมโยงโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความเห็นและข้อกล่าวหาของนายวีระ ยังไม่ใช่ข้อยุติว่าคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง

 

ขณะเดียวกัน มีข้อมูลว่า พยานรหัส 16, 21 และ 22 ทำหนังสือกลับคำให้การ โดยอ้างว่าถูกชายไม่ทราบชื่อข่มขู่

 

จุดนี้ทำให้ กกต.ต้องตอบให้ได้อย่างน้อยสองเรื่อง

 

เรื่องแรก การกลับคำเกิดขึ้นเพราะถูกข่มขู่จริงหรือไม่

 

เรื่องที่สอง คำให้การชุดใดมีน้ำหนักมากกว่า และมีหลักฐานอื่นสนับสนุนหรือไม่

 

หากพยานถูกข่มขู่จริง ปัญหาจะไม่ใช่แค่เนื้อหาของคดี แต่รวมถึงความปลอดภัยของพยานและความน่าเชื่อถือของการสอบสวน

 

แต่หากตรวจสอบแล้วไม่พบเหตุข่มขู่ กกต.ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคำให้การจึงเปลี่ยน และจะให้น้ำหนักอย่างไร

 

ตรงนี้คือเหตุผลที่มติของ กกต.ควรมีคำอธิบายมากกว่าคำว่า “หลักฐานเพียงพอ” หรือ “หลักฐานไม่เพียงพอ”

 

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย

 

ผลคดีอาจไปไกลกว่าวุฒิสภา

 

ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดของคดีนี้อาจเกิดขึ้น หากในอนาคตมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง

 

รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า หากพิสูจน์ได้ว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. ก็อาจเปิดประเด็นทางกฎหมายต่อพรรคการเมืองได้

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีในขณะนี้ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่ามีพรรคใดหรือกรรมการบริหารพรรคคนใดเข้าเงื่อนไขดังกล่าว

 

จึงต้องแยกระหว่าง “ความเป็นไปได้ทางกฎหมาย” กับ “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”

 

ในทางการเมือง หากคดีขยายไปถึงพรรคที่มีบทบาทในรัฐบาล ผลกระทบอาจไม่เกิดกับจำนวนเสียงในสภาทันที แต่อาจกระทบความชอบธรรมและภาพลักษณ์ของรัฐบาล

 

รัฐบาลอาจยังควบคุมเสียงข้างมากได้ แต่ต้องรับแรงกดดันมากขึ้น หากสังคมมองว่ากระบวนการเลือก สว.มีปัญหาและเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

 

หลังจากนี้มี 3 ฉากทัศน์

 

ฉากทัศน์แรก คือ กกต.แยกพิจารณาผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคล ส่งบางรายให้ศาลและยกคำร้องบางราย ทางเลือกนี้มีเหตุผลหากหลักฐานแต่ละคนมีน้ำหนักต่างกัน แต่ กกต.ต้องเปิดเหตุผลให้ชัด

 

ฉากทัศน์ที่สอง คือคดีขยายไปถึงฝ่ายการเมือง หากพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงกับกรรมการบริหารพรรคโดยตรง จุดนี้จะเปลี่ยนคดีจากเรื่องของ สว. ไปเป็นเรื่องเสถียรภาพและความชอบธรรมของพรรคการเมือง

 

ฉากทัศน์ที่สาม คือ กกต.เลื่อนการพิจารณาจากวันที่ 14 กันยายน หากเห็นว่าข้อมูลใหม่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม การเลื่อนอาจช่วยให้ตรวจหลักฐานรอบคอบขึ้น แต่ก็จะเพิ่มแรงกดดันเรื่องการประวิงเวลา

 

บทสรุป

 

คดีฮั้ว สว.มาถึงจุดที่เดิมพันไม่ได้อยู่เพียงชะตาของผู้ถูกร้อง 229 คน แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของ กกต.ด้วย

 

ความเห็นของคณะอนุกรรมการสองชุดที่สวนทางกัน ข้อกล่าวหาเรื่องการกลั่นกรองรายชื่อ และปัญหาพยานกลับคำ ทำให้สังคมต้องการเห็นมากกว่าผลว่า “ส่ง” หรือ “ไม่ส่ง” ศาล

 

สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับมติ คือเหตุผลที่รองรับมตินั้น

 

หาก กกต.อธิบายมาตรฐานการชั่งน้ำหนักหลักฐานได้ชัด ความขัดแย้งยังสามารถเดินต่อในกระบวนการศาล แต่หากเหตุผลไม่ชัด คดีนี้อาจเปลี่ยนจากการตรวจสอบการเลือก สว. ไปเป็นคำถามต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเสียเอง

 

สิ่งที่ต้องจับตา: การพิจารณาของ กกต.วันที่ 14 กันยายน 2569 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีบาร์โค้ดวันที่ 28 กันยายน 2569

แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก 

ข่าวล่าสุด

จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ จ่อปลดพนักงาน 4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน สู้ EV จีน

จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ จ่อปลดพนักงาน 4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน สู้ EV จีน