
จับตาคดีฮั้ว สว. กกต. จะปิดเกมคนหลักสิบหรือเปิดถึงพรรค
จับตาปลายเดือนสิงหาคม เมื่อ กกต. เตรียมรับรองผลสอบคดีฮั้ว สว. ท่ามกลางกระแสลงโทษเพียงบางราย และข้อกังขาว่าพรรคการเมืองจะหลุดจากคดี
KEY
POINTS
- กกต. กำลังจะตัดสินคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ว่าจะลงโทษแค่ สว. หลักสิบคน หรือจะขยายผลสอบสวนไปถึงพรรคการเมืองและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ
- การพิจารณาคดีมีความซับซ้อนจากรายงานผลสอบสวน 2 ชุดที่ให้ข้อสรุปขัดแย้งกัน โดยชุดหนึ่งชี้ว่ามีเครือข่ายใหญ่เชื่อมโยงพรรคการเมือง แต่อีกชุดไม่พบการกระทำผิด
- สังคมจับตาว่า กกต. จะจัดการกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งที่เป็นระบบและมีผู้วางแผนอย่างไร จะจบที่การลงโทษรายบุคคล หรือจะสาวไปถึงต้นตอของเครือข่ายทั้งหมด
ปลายเดือนสิงหาคมกำลังกลายเป็นช่วงชี้ชะตาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. หลังการตรวจสอบยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี ท่ามกลางพยานหลักฐานจำนวนมาก เส้นทางการเงิน เครือข่ายผู้สมัคร และข้อกล่าวหาว่ามีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า กกต. จะลงโทษ สว. กี่คน แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการตรวจสอบจะสาวไปถึงผู้วางระบบและเครือข่ายทางการเมืองหรือไม่
เพราะในช่วงโค้งสุดท้ายกลับมีกระแสข่าวว่า ผลการพิจารณาอาจลงโทษ สว. เพียงประมาณ 10-20 ราย และอาจไม่มีการดำเนินการไปถึงพรรคการเมือง
หากเป็นเช่นนั้น คำถามใหญ่ย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า คดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีโครงสร้างซับซ้อน มีทั้งการวางแผน การระดมทุน การจัดตั้ง โหวตเตอร์ และเส้นทางการเงินจำนวนมาก เหตุใดสุดท้ายจึงเหลือผู้รับผิดเพียงหลักสิบ
จากคดีใหญ่ สู่คำถามว่าใครจะถูกตัดออกจากสำนวน
หัวใจของข้อสงสัยอยู่ที่รายงานการตรวจสอบซึ่งให้ข้อสรุปแตกต่างกันอย่างมาก
ข้อมูลจาก คณะกรรมการชุดที่ 26 ระบุถึงพฤติการณ์ที่อาจเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง พร้อมพยานหลักฐานจำนวนประมาณ 80,000 หน้า รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินของบุคคลกว่า 1,200 คนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการชุดที่ 36 กลับมีข้อสรุปไปในทิศทางว่า ไม่พบผู้กระทำผิดจากการฮั้วหรือโกงการเลือก สว.
ความแตกต่างของรายงานทั้งสองชุดทำให้ภาระหนักตกอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งต้องวินิจฉัยว่า หลักฐานชุดใดมีน้ำหนัก และพฤติการณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงเป็นขบวนการได้มากน้อยเพียงใด
ยิ่งมีข้อมูลว่า กกต. เคยมีมติ 5 ต่อ 2 ไม่รับเอกสารหลักฐานบางส่วนจากคณะกรรมการชุดที่ 26 และ DSI ก็ยิ่งเพิ่มข้อกังขาว่า การพิจารณาคดีจะครอบคลุมหลักฐานทั้งหมดหรือไม่
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงไปถึงผู้วางแผนหรือบุคคลทางการเมืองถูกกันออกจากการพิจารณา คดีที่เริ่มจากข้อสงสัยเรื่อง “ขบวนการ” ก็อาจถูกลดระดับให้เหลือเพียงความผิดเฉพาะบุคคล
อัลกอริทึม เงินสด และเครือข่าย โหวตเตอร์
ข้อมูลจากการสอบสวนที่ถูกนำเสนอไม่ได้กล่าวถึงเพียงการซื้อเสียงแบบทั่วไป แต่สะท้อนภาพการจัดการคะแนนที่เป็นระบบ
มีข้อกล่าวหาว่า กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ใช้ระบบ อัลกอริทึม เพื่อคำนวณและวางแผนการโหวต พร้อมมีการประชุมกันภายในที่ทำการพรรค โดยมีหัวหน้าพรรคและบุคคลที่ถูกเรียกว่า “ผู้นำจิตวิญญาณ” เข้าร่วม
อีกด้านหนึ่ง มีข้อมูลเรื่องการระดมทุน โดยกำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการเลือกระดับจังหวัดไว้ประมาณจังหวัดละ 1 ล้านบาท และมีการรับเงินสดที่พรรค
ส่วนผู้สมัครที่ทำหน้าที่เป็นโหวตเตอร์ มีข้อมูลว่าถูกจ่ายเงินในระดับอำเภอและจังหวัดตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท ขณะที่ระดับประเทศอาจสูงถึง 200,000 บาท
ยังมีตัวอย่างที่เรียกว่า “สตูลโมเดล” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นการจัดตั้งกลุ่มคนประมาณ 40 คน เพื่อยกแผงคะแนนในระดับจังหวัด
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาวางต่อกัน จะเห็นภาพข้อกล่าวหาที่กว้างกว่าความผิดของผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง เพราะมีทั้งผู้วางแผน เงินทุน ผู้ประสานงาน และผู้ลงคะแนนที่ทำงานเชื่อมต่อกัน
ดังนั้น หากท้ายที่สุดคดีจบลงด้วยการลงโทษคนเพียงหลักสิบ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครือข่ายส่วนอื่นหายไปจากสำนวนอย่างไร คำถามเรื่อง “ตัดตอนคดี” ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก
28 สิงหาคม จุดสำคัญก่อนลงมติ
ตามกรอบที่ปรากฏ กกต. ตั้งเป้าจะพิจารณาคดีให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม โดยมีการประชุมนัดสำคัญเพื่อรับรองผลสอบในวันที่ 28 สิงหาคม ก่อนคาดว่าจะมีการลงมติในช่วงต้นเดือนกันยายน
นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สังคมจับตาว่า กกต. จะเลือกพิจารณาคดีในกรอบใด
กรอบแรก คือมองเป็นความผิดรายบุคคล แยกผู้สมัครหรือ สว. ที่มีหลักฐานชัดเจนออกมาดำเนินการเป็นรายกรณี
อีกกรอบหนึ่ง คือพิจารณาว่า การกระทำของบุคคลหลายกลุ่มมีความเชื่อมโยงกันจนเข้าลักษณะเป็นขบวนการหรือไม่ และหากมีการวางแผนจากส่วนกลางจริง ผู้เกี่ยวข้องในระดับพรรคการเมืองจะต้องถูกตรวจสอบต่อหรือไม่
ความแตกต่างของสองแนวทางนี้จะกำหนดหน้าตาของคดีอย่างสิ้นเชิง
หากเลือกกรอบแรก คดีอาจจบเร็วขึ้นด้วยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาเพียงบางส่วน
แต่หากเลือกกรอบที่สอง การตรวจสอบอาจต้องขยายไปถึงเส้นทางเงิน ผู้จัดตั้ง ผู้วางยุทธศาสตร์ และบทบาทของบุคคลทางการเมืองที่ถูกกล่าวถึงในสำนวน
คนหลักสิบ อาจไม่ใช่คำตอบของคดีทั้งหมด
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า การลงโทษ สว. 10 หรือ 20 คน “น้อยเกินไป” ในเชิงตัวเลข
ประเด็นอยู่ที่ว่า จำนวนดังกล่าวสอดคล้องกับพยานหลักฐานและโครงสร้างของข้อกล่าวหาหรือไม่
หากหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีเพียงบุคคลบางรายกระทำผิด การลงโทษเฉพาะคนเหล่านั้นย่อมเป็นไปตามกระบวนการ
แต่ถ้าหลักฐานจำนวนมากสะท้อนถึงการจัดตั้งเป็นเครือข่าย มีการระดมเงิน มีระบบจัดสรรคะแนน และมีผู้วางแผนอยู่เหนือผู้สมัคร การหยุดคดีไว้ที่ผู้ปฏิบัติระดับล่างย่อมไม่เพียงพอที่จะตอบข้อสงสัยของสังคม
นี่คือสิ่งที่ กกต. ต้องอธิบายให้ชัดที่สุดเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมา
ไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิด” แต่ต้องตอบด้วยว่า เหตุใดคนอื่นจึงไม่ผิด
เดิมพันไม่ใช่แค่คดีฮั้ว สว.
ความสำคัญของคดีนี้ยังขยายออกไปไกลกว่าตัว สว. ที่ถูกกล่าวหา
เพราะ สว. ชุดปัจจุบันได้เข้าทำหน้าที่และมีบทบาทต่อการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต่าง ๆ ไปแล้ว
หากที่มาของ สว. ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส ความสงสัยย่อมสามารถเชื่อมต่อไปถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการแต่งตั้งเหล่านั้นด้วย
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักกฎหมายและนักวิชาการกว่า 53 คนจึงออกมาเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการ และชี้แจงต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่คดีใช้เวลานานกว่า 2 ปี
หลักคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม”
สำหรับ กกต. เวลาที่ผ่านไปจึงเพิ่มต้นทุนทางความเชื่อมั่นขึ้นเรื่อย ๆ
ปลายเดือนสิงหาคม จึงเป็นการนับถอยหลังสู่คำตอบว่า กกต. จะมองคดีฮั้ว สว. เป็นเพียงความผิดของคนบางกลุ่ม หรือจะเปิดประตูตรวจสอบไปถึงโครงสร้างที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
หากสุดท้ายเหลือเพียงคนหลักสิบ กกต. จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่า หลักฐานอีกจำนวนมหาศาลนำไปสู่ข้อสรุปนั้นอย่างไร
แต่หากการตรวจสอบเดินต่อไปถึงผู้วางระบบและเครือข่ายทางการเมือง คดีนี้ก็อาจเปลี่ยนจากการเอาผิดผู้สมัครบางราย ไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการเลือก สว.
นี่คือเดิมพันที่แท้จริงของปลายเดือนสิงหาคม
ปิดเกมที่คนหลักสิบ หรือเปิดคดีไปถึงพรรคการเมือง







