
เจาะลึกอนาคตของดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ยกระดับพลังงานยั่งยืน
วิเคราะห์เทรนด์ดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ในไทย พร้อมเจาะลึกแนวทางอัปเกรดระบบเดิมด้วยดิจิทัล เพื่อเสริมเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนความยั่งยืน
Anders Maltesen ประธานฝ่าย ABB Energy Industries ประจำภูมิภาคเอเชียให้ความเห็นว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็น กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและพลังงานในระดับภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ส่งผลให้ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลระบุว่าสัดส่วน Internet Traffic ที่มาจากเซิร์ฟเวอร์ AI เติบโตจากร้อยละ 3 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณทราฟฟิกทั่วโลกภายใน 1 ปี การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการด้านพลังงานกำลังเติบโตรวดเร็ว ซึ่งหากไม่มีการวางแผนรองรับที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม
สำหรับประเทศไทยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 สูงถึง 1.88 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและการผลิตขั้นสูง แต่การตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยความพร้อมใน 3 ด้าน ได้แก่ พื้นที่ที่เหมาะสม ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ และระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และเสถียรภาพสูง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับมาตรฐานจำเป็นต้องมีระบบจ่ายไฟสำรองซ้อนกันถึง 4 ชั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ
เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ได้เร่งยกระดับระบบส่งไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มจุดจ่ายไฟรองรับความต้องการอีก 1,150 เมกะวัตต์ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งใน 3 พื้นที่หลักสามารถเพิ่มกำลังการจ่ายไฟได้จริงทันทีถึง 550 เมกะวัตต์ อีกทั้งการอัปเกรดระบบควบคุมอัตโนมัติของโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คือแนวทางที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากที่สุดภายในระยะเวลา 5 ปี
การนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และ AI มาใช้ปรับปรุงระบบเดิม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำในการดำเนินงานและลดระยะเวลาคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น กรณีของ IRPC ที่นำระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้จัดการการผลิตไอน้ำและไฟฟ้า จนสามารถลดความผันผวนของแรงดันลงได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 และคืนทุนได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 12 เดือน
รวมไปถึงโครงการโซล่าเซลล์ลอยน้ำร่วมกับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่เขื่อนอุบลรัตน์ และการพัฒนาระบบควบคุมในโรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผล ซึ่งล้วนยืนยันว่าการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับระบบเดิม สามารถเพิ่มเสถียรภาพ ความปลอดภัย และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืนทางพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม







