posttoday
อำนาจสีน้ำเงินรุกสามเสา สั่นคลอนระบบตรวจสอบประชาธิปไตย

อำนาจสีน้ำเงินรุกสามเสา สั่นคลอนระบบตรวจสอบประชาธิปไตย

02 สิงหาคม 2569

เครือข่ายอำนาจสีน้ำเงินถูกตั้งข้อสังเกตว่าแผ่จากฝ่ายบริหารถึงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ท่ามกลางข้อกังขาว่าเหตุใดการตรวจสอบคดีใหญ่จึงล่าช้าและไร้คำตอบ

KEY

POINTS

  • ขั้วอำนาจสีน้ำเงินถูกตั้งข้อสังเกตว่ากำลังขยายอิทธิพลครอบงำ 3 เสาหลักของประชาธิปไตย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ (ผ่านกระบวนการเลือก สว.) และองค์กรอิสระ
  • กระบวนการเลือก สว. ที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งเป็นระบบ และการวางบุคคลในเครือข่ายตัวเองในฝ่ายบริหาร ทำให้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอ่อนแอลง
  • ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ถูกสั่นคลอน เนื่องจากถูกมองว่าเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจเดิม ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม

การเมืองไทยกำลังเผชิญคำถามที่ใหญ่กว่าคดีใดคดีหนึ่ง นั่นคือ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลยังทำงานอย่างเป็นอิสระ หรือกำลังถูกแรงดึงดูดของ “ขั้วอำนาจสีน้ำเงิน” ครอบคลุมทีละส่วน ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร วุฒิสภา ไปจนถึงองค์กรอิสระที่มีหน้าที่วินิจฉัยข้อกล่าวหาต่อผู้มีอำนาจ

 

จุดศูนย์กลางของข้อกังขาอยู่ที่กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวมองว่าไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว” แต่มีลักษณะเป็นระบบ ทั้งการจัดตั้งกลุ่ม การใช้โพย และการจ่ายผลตอบแทน หากข้อสงสัยเหล่านี้มีมูล ปัญหาย่อมไม่ใช่เพียงความผิดของบุคคล แต่คือการออกแบบกลไกเพื่อยึดพื้นที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ

 

พฤติกรรมการลงมติของ สว. ที่เป็นกลุ่มก้อนยังทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบว่า วุฒิสภากำลังทำหน้าที่คล้ายพรรคการเมือง มากกว่าจะเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ดุลพินิจอย่างอิสระ เมื่อเสียงจำนวนมากเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงใครสั่งใคร แต่คือใครได้ประโยชน์จากโครงสร้างดังกล่าว

 

ความคลุมเครือยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อการตรวจสอบอยู่ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขณะที่กรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดเดิม ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจปัจจุบัน ภาพเช่นนี้ทำให้ทุกความล่าช้าถูกตีความว่าเป็นการยื้อเวลา และทุกความเงียบกลายเป็นต้นทุนความน่าเชื่อถือ

 

หากท้ายที่สุด กกต. ยกคำร้องโดยไม่ตอบข้อสงสัยอย่างรอบด้าน ก็อาจเผชิญคำถามเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมา เพราะองค์กรอิสระไม่ได้มีหน้าที่เพียงออกคำวินิจฉัย แต่ต้องทำให้สังคมเชื่อด้วยว่า การวินิจฉัยนั้นตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและปราศจากแรงกดดันทางการเมือง

 

อีกด้านหนึ่ง เครือข่าย “2 น. 1 พ.” ซึ่งหมายถึง "เนวิน ชิดชอบ" "อนุทิน ชาญวีรกูล" และ"พิพัฒน์ รัชกิจประการ" ถูกมองว่ากำลังฝังรากในฝ่ายบริหารผ่านการวางบุคคลใกล้ชิดจากสายบุรีรัมย์ในตำแหน่งสำคัญ ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม

 

อำนาจสีน้ำเงินรุกสามเสา สั่นคลอนระบบตรวจสอบประชาธิปไตย

 

การจัดวางคนใกล้ชิดอาจถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่เมื่อเชื่อมโยงกับการกำกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น แลนด์บริดจ์ และการดึงอำนาจดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกลับไปที่นายกรัฐมนตรี ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าอำนาจรัฐกำลังถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อบริหารผลประโยชน์ของเครือข่าย

 

กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นคนและข้อกล่าวหาเรื่อง “โควตาผู้ใหญ่” ที่โยงถึงข้าราชการระดับสูง สะท้อนระบบอุปถัมภ์ซึ่งแทรกซึมถึงประตูเข้าสู่ราชการ หากการสอบสวนมุ่งลงโทษเพียงผู้ปฏิบัติระดับล่าง แต่ไม่สามารถสาวถึงผู้สั่งการหรือผู้รับผลประโยชน์ กระบวนการยุติธรรมก็อาจกลายเป็นเพียงฉากตัดตอนเพื่อรักษา “ตัวใหญ่”

 

อำนาจสีน้ำเงินรุกสามเสา สั่นคลอนระบบตรวจสอบประชาธิปไตย

 

เดิมพันของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ชะตากรรมของ สว. กกต. หรือข้าราชการกลุ่มใดเท่านั้น แต่คือความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งระบบ เพราะเมื่อฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระถูกตั้งข้อสงสัยว่าอยู่ใต้เครือข่ายเดียวกัน กลไกตรวจสอบย่อมอ่อนแรงโดยอัตโนมัติ

 

ทางออกจึงอยู่ที่การเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบเส้นทางอำนาจและผลประโยชน์ให้ถึงต้นทาง พร้อมอธิบายทุกคำวินิจฉัยต่อสาธารณะอย่างมีเหตุผล หากจุดจบของคดีใหญ่คือการประนีประนอมเพื่อรักษาดุลอำนาจ ประเทศอาจไม่ได้สูญเสียเพียงความเชื่อมั่นต่อองค์กรหนึ่ง แต่สูญเสียหลักประกันสำคัญที่สุดว่า อำนาจรัฐยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน.

ข่าวล่าสุด

กต.แจง UN ชาวกัมพูชาบางส่วนรุกล้ำไทย ยืนยันไม่ขับแรงงาน

กต.แจง UN ชาวกัมพูชาบางส่วนรุกล้ำไทย ยืนยันไม่ขับแรงงาน