
สวนดุสิตโพลชี้การเมือง ก.ค. ดีขึ้น อนุทิน-รักชนกขึ้นแท่นเด่น
ดัชนีการเมืองไทยเดือน ก.ค. 2569 เพิ่มเป็น 3.71 คะแนน ฝ่ายค้าน-ความมั่นคงได้คะแนนสูงสุด ขณะที่ประชาชนยังห่วงเศรษฐกิจ ยาเสพติด และทุจริต
KEY
POINTS
- ผลสำรวจสวนดุสิตโพลชี้ว่าดัชนีการเมืองไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยผลงานฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศได้คะแนนสูงสุด
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกให้เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด จากภาพลักษณ์การทำงานที่เข้าถึงประชาชน
- น.ส.รักชนก ศรีนอก ได้รับการโหวตให้เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านที่โดดเด่นที่สุด จากบทบาทการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” จากประชาชนทั่วประเทศ 2,029 คน พบว่า ภาพรวมความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.71 คะแนน เพิ่มจากเดือนมิถุนายนที่อยู่ที่ 3.69 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากันที่ 4.20 คะแนน ขณะที่การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยได้คะแนนต่ำสุดเพียง 3.01 คะแนน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ วิเคราะห์ว่า คะแนนด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความพึงพอใจต่อการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ของกองทัพ ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนมองว่ามีผลงานโดดเด่นที่สุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 37.71 จากภาพลักษณ์การทำงานที่เข้าถึงประชาชน รองลงมาคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 28.74
ส่วนฝ่ายฝ่ายค้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 33.70 จากบทบาทตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ตามด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 25.91
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยประชาชนคาดหวังผลงานจากกระทรวงการคลังมากที่สุด ร้อยละ 18.97 รองลงมาคือกระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 16.16 พร้อมต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านปากท้อง
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า แม้ดัชนีการเมืองจะขยับขึ้นจากการปรับท่าทีของรัฐบาลและการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน แต่คะแนนด้านกระบวนการยุติธรรมและการทุจริตคอร์รัปชันกลับลดลง สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยังต้องการเห็นการยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศควบคู่กันไป







