
ปณิธานชี้ “ความผิดปกติใหม่” ชายแดนใต้ สู่ความขัดแย้งยืดเยื้อไร้ทางออก
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ชี้ปัญหาชายแดนใต้กำลังก้าวสู่ “ความขัดแย้งตลอดกาล” หลังความรุนแรงพัฒนาเป็นระบบซับซ้อน ท้าทายทั้งนโยบายความมั่นคงและกระบวนการสันติภาพ
KEY
POINTS
- รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้ได้เปลี่ยนจากเหตุการณ์รายวันกลายเป็น "ความผิดปกติใหม่" (The New Abnormal) ซึ่งเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและไร้ทางออก
- รูปแบบการก่อเหตุมีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้น จากการโจมตีแบบกระจัดกระจายกลายเป็นการปฏิบัติการที่มีการวางแผนและมีเครือข่ายสนับสนุนหลายระดับ
- การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้นโยบายที่ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
วิเคราะห์: “3 มิติพิศวง” ชายแดนใต้ เมื่อความรุนแรงไม่ใช่เหตุการณ์ แต่กลายเป็น “สภาพปกติใหม่”
หตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า เหตุใดความรุนแรงจึงยังไม่สิ้นสุด แม้รัฐไทยจะใช้งบประมาณ มาตรการด้านความมั่นคง และกระบวนการพูดคุยสันติสุขมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปี
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มองว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ได้อยู่เพียงการก่อเหตุรายวัน แต่ได้เปลี่ยนสถานะเป็น "ความผิดปกติใหม่" (The New Abnormal) ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็น "ความปกติใหม่" (The New Normal) ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาจพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "ความขัดแย้งตลอดกาล" (A Forever Conflict) หากยังไม่สามารถแก้ไขรากของปัญหาได้
จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถูกย้อนกลับไปยังเหตุปล้นปืนค่ายปิเหล็งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งไม่ใช่เพียงการชิงอาวุธกว่า 400 กระบอก แต่สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ก่อเหตุที่สามารถวางแผน ประสานกำลัง และดำเนินปฏิบัติการพร้อมกันหลายพื้นที่ได้อย่างมีระบบ ภายหลังจากนั้น เหตุการณ์กรือเซะและตากใบในปีเดียวกัน ยิ่งผลักให้ความขัดแย้งก้าวสู่ระดับที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
จากข้อมูลที่ รศ.ดร.ปณิธาน ยกมา จะเห็นว่าความรุนแรงเคยพุ่งสูงสุดในปี 2550 ก่อนจะลดลงต่อเนื่องจนถึงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการควบคุมชายแดนอย่างเข้มงวด แต่หลังจากนั้น สถานการณ์กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีลักษณะการก่อเหตุที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ตลอดจนเป้าหมายพลเรือน
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกต คือ รูปแบบการเคลื่อนไหวได้เปลี่ยนจากการก่อเหตุแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การปฏิบัติการที่มีการจัดองค์กร วางแผนล่วงหน้า และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนหลายระดับ ซึ่งสะท้อนว่าโจทย์ด้านความมั่นคงในปัจจุบัน ไม่อาจอธิบายได้เพียงมิติของการก่อความไม่สงบแบบเดิมอีกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง บทวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า การใช้มาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปราศจากนโยบายที่เชื่อมโยงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การปราบปรามการทุจริต การบริหารชายแดน และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการลดหรือเพิ่มระดับความรุนแรงในพื้นที่
รศ.ดร.ปณิธาน ยังอ้างถึงพระราชดำรัสของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเมื่อปี 2547 ซึ่งทรงแสดงความห่วงใยต่อประชาชนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ พร้อมทรงเน้นย้ำถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการที่คนไทยทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นภาระของรัฐบาลหรือฝ่ายความมั่นคงเพียงฝ่ายเดียว
สาระสำคัญของบทวิเคราะห์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาชายแดนใต้ได้เปลี่ยนจาก "วิกฤตความมั่นคง" ไปสู่ "โครงสร้างความขัดแย้งระยะยาว" ที่มีพลวัตซับซ้อนมากขึ้น การแก้ไขจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการด้านความมั่นคงและการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองควบคู่กัน
เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นเป็นระยะ แม้ผ่านมากว่า2ทศวรรษ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "จะยุติเหตุการณ์ได้เมื่อใด" แต่คือ "ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความปกติใหม่ของความรุนแรง ให้กลับไปเป็นความปกติของสันติภาพได้อย่างไร"
แหล่งที่มาประกอบ : เพจเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง







