
กอ.รมน.ยังจำเป็นอยู่หรือถึงเวลาปฏิรูป? เปิดเหตุผลโต้กระแส “ยุบองค์กร”
โฆษก กอ.รมน.ชี้แจงทุกข้อครหา ตั้งแต่คดีอื้อฉาว IO งบประมาณ จนถึงภารกิจชายแดนใต้ พร้อมยืนยันองค์กรยังจำเป็น แต่เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปหรือยุบยังไม่สิ้นสุด
KEY
POINTS
- กอ.รมน. เผชิญกระแสเรียกร้องให้ยุบองค์กรจากข้อครหาหลายด้าน ทั้งกรณีความเชื่อมโยงกับเหตุยิง สส., ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และความคุ้มค่าของงบประมาณ
- โฆษก กอ.รมน. ชี้แจงโต้ข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยิงไม่ได้เป็นกำลังพลของหน่วยงาน, ไม่มีงบสำหรับทำ IO และงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 76% ใช้ในภารกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
- กอ.รมน. ยืนยันความจำเป็นในการคงอยู่ โดยปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างหน่วยงานพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ที่ไม่ใช่การสู้รบ เช่น ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ
เสียงเรียกร้องให้ “ยุบ กอ.รมน.” กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังเกิดข้อครหาหลายด้าน ทั้งกรณีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุใช้อาวุธปืน การตั้งข้อสงสัยเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ตลอดจนคำถามเรื่องงบประมาณและความคุ้มค่าขององค์กร
ทำให้ พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ต้องออกมาชี้แจงถึงบทบาทและความจำเป็นของหน่วยงานอย่างละเอียด
ประเด็นแรกที่ถูกจับตาคือกรณีผู้ก่อเหตุยิงสส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งโฆษก กอ.รมน. ยืนยันชัดว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นกำลังพลของหน่วยงาน แต่พ้นจากราชการมานานแล้ว
ส่วนรถราชการที่ถูกนำไปใช้ ยอมรับว่าเกิดจากความบกพร่องในการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่ใช่นโยบายขององค์กร และอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบ
อีกข้อกล่าวหาที่ถูกหยิบยกมาต่อเนื่องคือเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ซึ่ง กอ.รมน. ปฏิเสธว่าไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการดังกล่าว และไม่เคยจัดจ้างเพจหรือเครือข่ายออนไลน์เพื่อโจมตีฝ่ายการเมือง
พร้อมย้ำว่าคดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงกับหน่วยงานได้
อย่างไรก็ตาม แก่นการถกเถียงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่คือคำถามว่า “ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมี กอ.รมน. ต่อไปอีกหรือไม่”
คำตอบของโฆษก กอ.รมน. คือองค์กรแห่งนี้ไม่ได้มีภารกิจแบบยุคสงครามเย็นอีกต่อไป แต่ได้ปรับบทบาทสู่การดูแล “ความมั่นคงของมนุษย์” โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างหน่วยงานพลเรือน ตำรวจ และทหาร ในการรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ
การเปรียบตัวเองว่าเป็น “มิดฟิลด์” หรือ “โซ่ข้อกลาง” สะท้อนความพยายามอธิบายว่า กอ.รมน. ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการที่ใช้อำนาจเหนือหน่วยงานอื่น แต่เป็นกลไกเชื่อมโยงทรัพยากรและการทำงานของหลายกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ประเด็นงบประมาณก็เป็นอีกหัวข้อสำคัญ โดย กอ.รมน. ระบุว่างบประมาณปี 2570 ที่ขอราว 5,000 ล้านบาทนั้น กว่าร้อยละ 76 ใช้สำหรับภารกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่หลายหมื่นคน พร้อมยืนยันว่าทุกรายการสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ
ในด้านบุคลากร หน่วยงานปฏิเสธข้อครหาว่าเป็นพื้นที่รองรับผู้ที่พลาดตำแหน่งสำคัญในกองทัพ โดยยืนยันว่าคัดเลือกบุคลากรตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงาน และมีระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาการมีรายชื่อแต่ไม่ปฏิบัติงานจริง
สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน. ยืนยันว่าตัวเลขเหตุการณ์ความรุนแรงและการสูญเสียลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ พร้อมระบุว่าปัจจุบันให้ความสำคัญกับการพัฒนา การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการพัฒนามากขึ้น
แม้ กอ.รมน. จะยืนยันเหตุผลในการคงอยู่ขององค์กร แต่การชี้แจงครั้งนี้ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า ความชอบธรรมของหน่วยงานด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หากยังต้องตอบคำถามเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบจากสังคมให้ได้ด้วย
การตัดสินว่า กอ.รมน. ควร “อยู่ต่อ” หรือ “ยุบ” อาจไม่ใช่คำถามที่มีเพียง2คำตอบ แต่เป็นโจทย์ว่าประเทศไทยต้องการกลไกด้านความมั่นคงในรูปแบบใด ที่สามารถรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ได้ พร้อมกับได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในฐานะองค์กรของรัฐที่ตรวจสอบได้และยึดโยงกับหลักประชาธิปไตยของประเทศนี้
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







