
พรรคประชาชนเดินเกมรุก! งัด ม.236 สอย ป.ป.ช. ปมมติฉาว “ศักดิ์สยาม”
วงการองค์กรอิสระสะเทือน! พรรคประชาชนผนึกฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามมาตรา 236 หลังมีมติยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ชี้ผิดปกติหลายประการ
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนร่วมกับฝ่ายค้านและ สว. ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาโดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
- ชนวนเหตุสำคัญมาจากการที่ ป.ป.ช. มีมติในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อบกพร่องร้ายแรง 4 ประการ เช่น กระบวนการไต่สวนที่ไม่ลึกซึ้ง และการวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
- เป้าหมายของการเคลื่อนไหวคือการตรวจสอบองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งให้กรรมการ ป.ป.ช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้
เมื่อ “ผู้ตรวจสอบ” ถูกตรวจสอบ: แรงสั่นสะเทือนจาก ม.236
การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนกับพรรคร่วมฝ่ายค้านและสว.กลุ่มอิสระ ที่ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นการเขย่าความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 โดยมีมติคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นจุดปะทุสำคัญ
ฝ่ายค้านได้รวบรวม 4 ปมบกพร่องที่มองว่า ป.ป.ช. ทำงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ประกอบด้วย
1. กระบวนการตรวจสอบที่ไม่ลึกซึ้ง ไร้การตั้งคณะกรรมการไต่สวนอย่างเป็นระบบ
2. การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็น “นอมินี”
3. พฤติการณ์ล่าช้าผิดปกติและขาดความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล
และ 4. การละเลยการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนที่ปรากฏชัด
ความผิดปกติคือ ความล่าช้าของกระบวนการ ประชุมกันตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ผลการวินิจฉัยกลับถูกเก็บไว้จนถึงเดือนเมษายน 2569 ข้อกังขาจึงมีว่า เหตุใดคดีสำคัญใช้เวลานานผิดวิสัย จนต้องทวงถามถึงความคืบหน้า
“คอขวด” แห่งอำนาจ: วัดใจประธานรัฐสภา
กลไกมาตรา 236 เปรียบเสมือน “คอขวด” ที่มีประธานรัฐสภาเป็นผู้ตัดสินชะตา เมื่อรายชื่อ สส.และส.ว. ถูกยื่นเข้ามาตามเกณฑ์ มีเพียง2ทางเลือก คือส่งเรื่องต่อให้ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือการ “ปัดตก” คำร้องด้วยเหตุผลว่าไม่มีมูลพอ
การเลือกทางแรก เส้นทางสู่การตรวจสอบจะเปิดกว้าง และอาจนำไปสู่การสั่งให้กรรมการ ป.ป.ช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต หากเลือกทางที่สอง กระบวนการนี้จะยุติลงทันทีไม่มีช่องทางสำรองที่ชัดเจนในเชิงกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการทางกฎหมายอาจถูกปิดกั้น แต่ “แรงกดดันของสังคม” จะกลายเป็นคลื่นใต้น้ำถาโถมเข้าใส่ป.ป.ช.เพราะคือการเปิดหน้าสู้ว่ายุคนี้ “องค์กรตรวจสอบ” ยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอยู่หรือไม่
บทเรียนขององค์กรอิสระ: ความเชื่อมั่นที่กำลังถูกทดสอบ
สถานการณ์ที่เปรียบเป็น“ของร้อน” ที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธไม่ได้ ประเด็น “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่ยังค้างคาอยู่อีกหลายจุดในคดีเดียวกัน ทำให้ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ การที่สภากำลังใช้อำนาจตรวจสอบ “ผู้ตรวจสอบ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือการตั้งคำถามถึง “ความเป็นอิสระ” และ “ความโปร่งใส” ที่ต้องตรวจสอบได้
ในทางรัฐศาสตร์ หากองค์กรอิสระขาดความเชื่อมั่น อำนาจการตรวจสอบย่อมไร้ความศักดิ์สิทธิ์ หาก ป.ป.ช. ไม่สามารถชี้แจง 4 ปมดังกล่าวได้ชัดเจน หรือกระบวนการนี้จบลงด้วยการปัดตกโดยไร้คำอธิบายที่เพียงพอ ย่อมเป็นการทำลายเครดิตองค์กรอย่างไม่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุป: เดิมพันที่ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล
พรรคประชาชนกำลังใช้มาตรา 236 เป็นเครื่องมือตรวจสอบ หากสำเร็จจะยกระดับการเมืองไทยสู่ขั้น“ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” แต่หากล้มเหลวก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า กลไกการตรวจสอบในระบบรัฐสภายังมีข้อจำกัด
ไม่ว่าประธานรัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไร ผลลัพธ์ที่ตามมาจะถูกบันทึกว่า เป็นช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยถูกท้าทาย“ความโปร่งใส” และ“การตรวจสอบ”บนความคาดหวังสังคม ถึงเวลาแล้วที่ป.ป.ช.ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า “ของร้อน” นี้จะเป็นสิ่งเผาผลาญความน่าเชื่อถือจนหมดสิ้นหรือไม่
วันที่ความเชื่อมั่นคือรากฐานสำคัญของการปกครอง จึงไม่ใช่แค่การ “สอย” กรรมการ ป.ป.ช. แต่เป็นการ “กู้คืน” ศรัทธาที่กำลังพังทลายลงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจแท้จริง.







