posttoday

ป.ป.ช. เผชิญวิบากกรรมศรัทธา ข้อกังขา "สองมาตรฐาน" เขย่าเสถียรภาพองค์กรอิสระ

21 เมษายน 2569

ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานความยุติธรรม กรณี ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” เทียบการรุกคืบคดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ถูกวิจารณ์เข้าข่ายสองมาตรฐาน

KEY

POINTS

  • ความย้อนแย้งในการใช้ดุลพินิจ: ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์ว่าใช้มาตรฐานการตรวจสอบที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างคดีการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการพิจารณา “เจตนา” ที่ให้น้ำหนักไม่เท่ากัน
  • วิกฤตความเชื่อมั่น: การเลือกปฏิบัติส่งผลกระทบต่อเกียรติภูมิของ ป.ป.ช. และองค์กรอิสระ ทำลายศรัทธาประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำของประเทศ
  • ผลกระทบเชิงระบบ: หากองค์กรตรวจสอบขาดบรรทัดฐานเดียว จะส่งผลต่อความมั่นคงของระบบการเมืองและนโยบายของประเทศในระยะยาว เนื่องจากขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างเที่ยงธรรม

ปมขัดแย้งเชิงบรรทัดฐานและเจตนา

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกจับตามองคือการใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการวินิจฉัยคดีที่มีความซับซ้อนและมีน้ำหนักทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต ชี้ว่าการที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีการ “อำพรางหุ้น” ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยเหตุผลว่า “ไม่พบเจตนา” ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนถึงพฤติการณ์อำพรางนั้น เป็นการสวนทางกับหลักการพิสูจน์เจตนาโดยธรรมชาติ

ในขณะที่คดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ป.ป.ช. กลับใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยยึดเอาคำวินิจฉัยเรื่องการเซาะกร่อนบ่อนทำลายของศาลรัฐธรรมนูญเป็นฐานเพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาทันที การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นการลดทอนบทบาทของ ป.ป.ช. จากการเป็นผู้ตรวจสอบที่เที่ยงธรรม มาเป็นการใช้อำนาจเลือกข้างในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจแก่ประชาชนอย่างยิ่ง

ดร.ดิเรกฤทธิ์ ย้ำว่าในเมื่อมีข้อสงสัยหรือมูลเหตุจากศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ป.ป.ช. ควรทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แทนที่จะใช้อำนาจ “ตัดตอน” คดีเสียเองในชั้นไต่สวน การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนว่า ป.ป.ช. มีเกณฑ์มาตรฐานใดในการวัด “ความชัดเจนของเจตนา” ที่นำมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แตกต่างกัน

เจาะลึกกระบวนการที่ย้อนแย้ง

สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า ที่มองว่าสถานการณ์นี้คือ “ทวิมาตรฐาน” (Double Standard) ที่ชัดเจนที่สุด การดำเนินการของ ป.ป.ช. ในสองคดีนี้มีความเหลื่อมล้ำทั้งในแง่ความรวดเร็วและความรอบคอบ โดยคดี 44 สส. ถูกดำเนินการอย่าง “เร่งรีบ” แบบเหมาเข่งโดยไม่แยกแยะรายละเอียดส่วนบุคคล ขณะที่คดีนายศักดิ์สยามกลับใช้เวลาไตร่ตรองนานและรับฟังข้อแก้ต่างจนนำไปสู่การยกคำร้อง

รศ.ดร.พิชาย ระบุว่า ป.ป.ช. แสดงออกถึงความย้อนแย้งในกระบวนการพิจารณา เมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าไม่มีเจตนา ป.ป.ช. กลับเลือกที่จะเชื่อ แต่กับอีกฝ่ายหนึ่งกลับปฏิเสธ ความรับฟังและเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุด ทั้งที่ทั้งสองคดีมีจุดเริ่มต้นมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกใช้ดุลพินิจที่ขาดความคงเส้นคงวา

ความแตกต่างดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อตัวคดี แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรอิสระที่ถูกตั้งคำถามว่ากำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ การใช้อำนาจในลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเดิมทีสถานะความศรัทธาต่อ ป.ป.ช. ก็อยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ

ผลกระทบในระยะยาวของเรื่องนี้คือ “วิกฤตความศรัทธา” ขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตย หากสังคมมองว่าองค์กรอิสระใช้ดุลพินิจสองแบบในกรณีฐานความผิดที่ใกล้เคียงกัน จะยิ่งทำลายเกียรติภูมิและความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบรัฐบาลอย่างรุนแรง

การขาดบรรทัดฐานเดียว (Single Standard) ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนและนานาชาติ เนื่องจากความยุติธรรมที่โปร่งใสคือพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจและนโยบายที่มั่นคง หากองค์กรตรวจสอบถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพในการบริหารงานของรัฐบาลและการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม

ทั้งนี้ ทั้งสองนักวิชาการ ชี้ชัดว่า ป.ป.ช. กำลังเผชิญกับ “สัญญาณอันตราย” หากยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลและสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมได้ ความเชื่อมั่นที่ทรุดต่ำลงนี้อาจนำไปสู่การเรียกร้องการปฏิรูปองค์กรอิสระครั้งใหญ่ เพื่อคืนความยุติธรรมที่โปร่งใสให้กับประชาชนอีกครั้ง

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

 

ข่าวล่าสุด

Apple แต่งตั้ง John Ternus ขึ้น CEO ใหม่ แทน Tim Cook เดินหน้ารับยุค AI