posttoday

ชำแหละคำสั่งนายกฯ อนุทินรวบอำนาจคุมงานปราบเทา-โกง เอาจริงหรือภาพลวงตา

13 เมษายน 2569

นายกฯ รวบอำนาจคุมงาน "สีเทา-ปราบโกง" เอง หวังยกระดับ ดัชนีความเชื่อมั่น ขณะที่กูรูจับตาเกม "ไอ้โม่ง" พลังงานและการครอบงำองค์กรอิสระเป็นบทพิสูจน์จริง

KEY

POINTS

  • นายกฯ รวบงานปราบทุจริต-ยาเสพติด (พื้นที่สีเทา) หวังสร้างเอกภาพการสั่งการและยกระดับความเชื่อมั่น แต่เป็นการรับความเสี่ยงทางการเมืองไว้ที่ตัวเองทั้งหมด
  • ปัญหา "ไอ้โม่ง" และค่าการกลั่น เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลกล้าเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนใหญ่เพื่อประโยชน์ประชาชน หรือจะยอมถูกครอบงำเชิงนโยบาย  
  • ความเคลือบแคลงต่อความอิสระของ ป.ป.ช. และอิทธิพล "พรรคสีน้ำเงิน" เป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้การบริหารราชการแผ่นดินขาดความชอบธรรมในสายตาประชาชนและสากล

จัดทัพใหม่ 83/2569: ยุทธศาสตร์รวบอำนาจสกัด "แรงเสียดทาน" พรรคร่วม

การปรับโครงสร้างอำนาจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ไม่ใช่เพียงการปัดฝุ่นงานธุรการ แต่คือการวางหมาก จัดลำดับความสำคัญ ที่แหลมคม โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีเลือกดึงภารกิจ "งานสีเทา" ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามทุจริต ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ มาไว้ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองโดยตรง แทนที่จะกระจายให้รองนายกรัฐมนตรีตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม

การปรับโครงสร้างอำนาจของนายกฯอนุทิน คือการสร้างกำแพงกั้นทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้ภารกิจด้านความยุติธรรมถูกแทรกแซงโดยกลุ่มผลประโยชน์หรือความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การรวบอำนาจเช่นนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะหากไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือคดีสำคัญยังหยุดนิ่ง ความเสี่ยงทางการเมืองทั้งหมดจะพุ่งตรงไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว

ทุนใหญ่-ไอ้โม่งพลังงาน: บททดสอบความน่าเชื่อถือ

ในมิติของนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกรณี "ไอ้โม่ง" ในระบบพลังงานตามข้อเรียกร้องของเครือข่าย คปท. ซึ่งเผยให้เห็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ทั้งกลุ่มตัวกลางกักตุนน้ำมันกลางทะเล และประเด็นค่าการกลั่นที่สูงเกินควร การที่รัฐบาลรับทราบการมีอยู่ของกลุ่มคนเหล่านี้แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อต่อสาธารณะ กำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำลายความโปร่งใสและตอกย้ำข้อสงสัยเรื่องภาวะรัฐถูกกลุ่มทุนครอบงำนโยบาย

ความพยายามในการใช้เงินกองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มชูส่วนต่างให้กลุ่มทุน มากกว่าการปรับเป็น "กองทุนสำรองน้ำมัน" เพื่อลดความผันผวนให้ประชาชนตามข้อเสนอภาคสังคม กลายเป็นบรรทัดฐานที่วัดความจริงใจของรัฐบาล แม้จะมีการส่งเรื่องให้ DSI ดำเนินการในบางพื้นที่ แต่หากรัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง "ต้นตอ" ของกลุ่มทุนใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มาตรการปราบปรามที่เกิดขึ้นจะถูกมองว่าเป็นเพียงการ "ผักชีโรยหน้า" เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมเท่านั้น

วิกฤตความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ: เมื่อ "พรรคสีน้ำเงิน" ถูกจับตาครอบงำ ป.ป.ช.

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือสภาวะการณ์ถูกครอบงำเชิงสถาบันในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะข้อสังเกตเรื่อง "สองมาตรฐาน" ในการทำงานของ ป.ป.ช. ที่เปรียบเทียบระหว่างคดีที่ล่าช้าผิดปกติกับคดีที่รวดเร็วเกินคาด นำไปสู่การตั้งคำถามถึงอิทธิพลของ "พรรคสีน้ำเงิน" ผ่านกลไกวุฒิสภาที่มีอำนาจคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระ

ข้อมูลเชิงลึกระบุถึงความกังวลต่อสัดส่วน 4 ใน 9 เสียงของกรรมการ ป.ป.ช. ที่อาจมีแนวโน้มฝักใฝ่ขั้วอำนาจบางกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการย้ายสังกัดพรรคของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อหวังผลทางคดี สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงสร้างอำนาจใหม่สามารถคานอำนาจเหล่านี้ได้จริง คำสั่ง 83/2569 จะกลายเป็นเพียง "กำแพงลวงตา" ที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างได้ และจะกลายเป็นวิกฤตศรัทธาที่ย้อนกลับมาทำลายรัฐบาลเองในที่สุด


 

ข่าวล่าสุด

รวมคำอวยพรสงกรานต์ 2569 สุขใจผู้ให้ ประทับใจผู้รับ ทั่วไทย