ทรัมป์ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจากับ อิหร่านล้มเหลว
สหรัฐเตรียมปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังเจรจาสันติภาพอิหร่านไม่คืบ เสี่ยงยกระดับความตึงเครียด กระทบเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพพลังงาน
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตรียมใช้กองทัพเรือปิดล้อม ช่องแคบ ฮอร์มุซ ภายหลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระยะเวลา 2 สัปดาห์ตกอยู่ในความเสี่ยง
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social ว่า กองทัพเรือจะเริ่มปฏิบัติการตรวจสอบและดำเนินการกับเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่มีการจ่ายค่าผ่านทางให้แก่อิหร่าน พร้อมทั้งเตรียมทำลายทุ่นระเบิดที่เชื่อว่าอิหร่านได้วางไว้ในช่องแคบ ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณทั้งหมด
ทรัมป์ยังเตือนอย่างรุนแรงว่า เรือหรือบุคคลใดที่สนับสนุนอิหร่าน หรือกระทำการโจมตีต่อเรือพลเรือน จะถูกตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด
ด้านอิหร่าน ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยระบุว่า เรือรบใดก็ตามที่เข้าใกล้ช่องแคบจะถูกมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และจะถูกตอบโต้ “อย่างรุนแรงและเด็ดขาด” สะท้อนความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง
ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเคอร์ คาลิบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ยืนยันว่าการข่มขู่ของสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลต่อท่าทีของเตหะราน พร้อมระบุว่า หากสหรัฐฯ ใช้เหตุผล อิหร่านก็พร้อมเจรจาด้วยเหตุผลเช่นกัน
การสู้รบที่ยืดเยื้อกว่า 6 สัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันราย และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด ทรัมป์ยังแสดงความเชื่อว่าการเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยระบุว่าการหารือที่ผ่านมาเป็นไปอย่าง “เป็นมิตร” และเชื่อว่าอิหร่านจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
อย่างไรก็ตาม เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากอิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของวอชิงตัน อาทิ การยุติโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค
ทั้งนี้ การเจรจาที่จัดขึ้นในกรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ถือเป็นการพบกันโดยตรงครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และเป็นการหารือระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่าน
ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งยังลุกลามไปยังเลบานอน โดยอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่ม เฮซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตาม ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยิ่งเปราะบางและเสี่ยงต่อการขยายวงความรุนแรงในวงกว้าง


