สลับขั้วอำนาจใหม่: เมื่อ "ค่ายสีน้ำเงิน" กินรวบกระดานการเมืองไทย
บทวิเคราะห์เจาะลึกกลยุทธ์ "บ้านใหญ่" ผงาดง้ำค้ำบัลลังก์ สั่งเพื่อไทยลดตัวเป็นพระรอง ในเกมอำนาจที่ความกลัวการเปลี่ยนแปลงชนะอุดมการณ์กินได้
KEY
POINTS
- ภูมิใจไทยใช้โมเดล "สโมสรฟุตบอล" กวาดต้อนนักเตะเกรด A (บ้านใหญ่) เข้าสังกัดจนเบ็ดเสร็จ กินรวบฐานเสียงอนุรักษ์นิยมที่ "กลัวส้ม" จนกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชนชั้นนำ
- เพื่อไทยยอมจำนนต่อตัวเลข 74 เสียง ลดชั้นจาก "ผู้กำหนดเกม" มาเป็น "ผู้ช่วยบริหาร" โดยใช้ข้ออ้างเรื่องเศรษฐกิจปากท้องบังหน้า เพื่อรักษาลมหายใจทางการเมืองไม่ให้ดับสูญ
- การจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็น "ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างผลงาน Quick Win กอบกู้ศรัทธาที่พังทลายจากฐานเสียงเดิมของทั้งสองฝั่ง
ภาพการรวมตัวของนักการเมืองจากพรรคขนาดเล็กที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนแรงกระเพื่อมทางอารมณ์และการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในหมู่มวลชนเสื้อแดงที่ต้องเห็นพรรคซึ่งสืบทอดจากไทยรักไทย กลายเป็นเพียง “พรรคร่วมอันดับสอง”
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนให้ภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น หากยังถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความฝัน “แลนด์สไลด์” ที่เคยเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์การเมืองฝ่ายนี้ และในอีกด้านหนึ่ง คือสัญญาณการกลับมาของการเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์ในรูปแบบที่เข้มแข็งและเป็นระบบยิ่งกว่าเดิม
เกม "บ้านใหญ่" และยุทธศาสตร์ "กันซีน"
เบื้องหลัง 193 ที่นั่งของภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการวางแผนแบบมีเป้าหมาย ในทางการเมือง ภูมิใจไทยเลิกขายแค่นโยบายเฉพาะทาง แต่ยกระดับเป็น "ป้อมปราการอนุรักษ์นิยม" ที่จับต้องได้จริง ในวันที่พรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติอ่อนแรงลง กระแส ไม่เลือกเราเขามาแน่ จึงเทมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะมองว่าเป็น "กำแพง" ที่สูงพอจะกั้นกระแสการเปลี่ยนแปลงสุดโต่งได้
เพื่อไทยในวันที่ "มนต์ขลัง" เสื่อมสลาย
การที่ "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อไทย ออกมายอมรับความพ่ายแพ้และขอเป็นพรรคร่วม คือการถอยที่เจ็บปวดที่สุดในรอบ 20 ปีของตระกูลชินวัตร การ "ข้ามขั้ว" ในอดีตกลายเป็นชนักติดหลังที่ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ไปจนหมดสิ้น วันนี้เพื่อไทยจึงเหลือเพียงไพ่ใบเดียวคือ "ฝีมือการบริหารเศรษฐกิจ" หวังจะใช้กระทรวงเศรษฐกิจเป็นห้องแล็บกู้ศรัทธา โดยยอมเป็น "นิ้วก้อย" ให้ภูมิใจไทยที่เป็น "นิ้วหัวแม่มือ"
โครงสร้างที่ซ่อนอยู่: เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อนกับความรอด
โครงสร้างรัฐบาล 281 เสียงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความมีเสถียรภาพ มากกว่าการปฏิรูป ภูมิใจไทยคุม "พื้นที่" (สส.เขต) เพื่อฐานอำนาจ ส่วนเพื่อไทยคุม "ภาพรวม" (นโยบาย) เพื่อสร้างหน้าตา ทั้งคู่มีศัตรูร่วมกันคือ "กระแสความเปลี่ยนแปลง" ดังนั้น นโยบายที่จะออกมาจึงเป็นการ "แจกและกระตุ้น" มากกว่าการ "รื้อและสร้าง" เพื่อซื้อเวลาให้ระบบอุปถัมภ์ยังคงเดินหน้าต่อไปได้
บทสรุปและคำถามถึงอนาคต
เมื่อ "บ้านใหญ่" กลับมาครองเมืองภายใต้เสื้อคลุมสีน้ำเงิน และ "อดีตพรรคเบอร์หนึ่ง" ยอมสยบยอมเพื่อความอยู่รอด ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค "เสถียรภาพแบบย้อนยุค" ที่เน้นผลงานปากท้องแต่แช่แข็งโครงสร้างทางสังคม
คำถามสำคัญคือ ในวันที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ "การเปลี่ยนผ่าน" แต่รัฐบาลใหม่เน้น "การรักษาเดิม" รอยร้าวระหว่างอำนาจในสภาและอารมณ์คนนอกสภาจะขยายกว้างจนถึงจุดแตกหักเมื่อใด?
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : ยศชนันเปิดใจร่วมรัฐบาล,7พรรคแสดงเจตจำนงโหวตอนุทินนั่งนายกฯ,คะแนนภูมิใจไทยมาจากไหนทำไมชนะเลือกตั้ง


