posttoday

"ณัฐวุฒิ" ถอดบทเรียนเพื่อไทยแพ้ศึกเลือกตั้ง69 พ่ายพายุอำนาจรัฐ

13 กุมภาพันธ์ 2569

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วิเคราะห์เหตุเพื่อไทยต่ำเป้า ชี้เกมจัดการทรัพยากร กลไกรัฐหนุนฝ่ายอนุรักษนิยม ผู้มาใช้สิทธิลด เกมยาวฝ่ายค้านเริ่มต้นแล้ว

KEY

POINTS

  • ณัฐวุฒิวิเคราะห์ว่าเพื่อไทยพ่ายแพ้ "พายุอำนาจรัฐ" ซึ่งมีการใช้ทรัพยากรและการจัดการทางการเมืองอย่างเข้มข้นในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงหลัก
  • ปัจจัยหลักของความพ่ายแพ้มาจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่ได้เปรียบจากกลไกรัฐ การโยกย้ายข้าราชการก่อนเลือกตั้ง และการรวมตัวของกลุ่มบ้านใหญ่ที่ทำให้สามารถเอาชนะในสนามเลือกตั้งได้
  • พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราการมาใช้สิทธิที่ลดลง และคะแนนฝั่งเสรีนิยมที่หายไปจำนวนมาก เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคได้ที่นั่งต่ำกว่าเป้าหมาย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
สะท้อนบทเรียนเพื่อไทยหลังเลือกตั้ง 2569 บทวิเคราะห์จากมุมผู้ช่วยหาเสียงพรรค

ทำไมเพื่อไทยได้ต่ำกว่าเป้า?

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย สะท้อนภาพความพ่ายแพ้ของพรรคในการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งได้ ส.ส. ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง จากเดิมกว่า 140 ที่นั่ง โดยประเมินว่าปัจจัยหลักไม่ได้มาจากการทำงานที่ไม่เต็มที่ หากแต่เป็นผลจาก “พายุการเมือง” หลายชั้นที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

1. การจัดการทางการเมืองและการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น

ณัฐวุฒิชี้ว่า มีการ “จัดการทางการเมือง” และใช้ “ทรัพยากรทางการเมือง” ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก ส่งผลให้ผู้สมัครระดับแชมป์เก่าและ ส.ส.อาวุโสของพรรคพ่ายแพ้หลายเขต แม้คะแนนบัญชีรายชื่อในภาคอีสานยังเป็นอันดับ 1 ก็ตาม

2. ปัจจัยหนุนฝ่ายอนุรักษนิยมและกลไกรัฐ

  • ฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัจจัยบวกหลายด้าน ได้แก่
  • การโยกย้ายข้าราชการสายปกครอง ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งมีข้อสังเกตว่าผลเลือกตั้งสอดรับกับพื้นที่ที่มีการปรับกำลัง
  • ความเชื่อมโยงเชิงอำนาจ ระหว่างรัฐบาล วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ที่ถูกมองว่าเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
  • การรวมตัวของกลุ่มบ้านใหญ่ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ซึ่งสามารถดึงเครือข่ายท้องถิ่นมารวมพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนคะแนนรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของสภา

3. พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนไป

  • อัตราผู้มาใช้สิทธิลดลงเหลือราว 65% ต่ำกว่าที่คาดไว้กว่า 10 จุด
  • คะแนนของฝั่งเสรีนิยม (เพื่อไทยและพรรคประชาชน) หายไปราวพรรคละ 5 ล้านเสียง
  • คะแนน “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” เพิ่มขึ้นราว 600,000 คะแนน ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ สะท้อนความลังเลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง

4. ปัจจัยภายนอก

สถานการณ์ชายแดนและความตึงเครียดระหว่างประเทศในช่วงนั้น ถูกมองว่าเอื้อบรรยากาศต่อฝ่ายอนุรักษนิยมมากกว่า ส่วนกรณี “คลิปเสียง” ที่ถูกโจมตี ณัฐวุฒิมองว่าไม่ใช่ตัวแปรหลักเท่าการจัดการทรัพยากรทางการเมือง

บทสรุปของเขา คือ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เกิดจากโครงสร้างการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ฝ่ายอนุรักษนิยมปรับยุทธศาสตร์จากแนวทางนอกระบบ มาเป็นการเอาชนะผ่านสนามเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ

ความพ่ายแพ้คือจุดจบหรือไม่?

คำตอบของณัฐวุฒิชัดเจนว่า “ไม่ใช่จุดจบ” แต่เป็นช่วงเวลาที่พรรคต้องตั้งหลักอย่างมีวุฒิภาวะ

1. หลักคิด “แพ้ให้เป็น”

พรรคเลือกยอมรับผล ไม่ดิ้นรนจัดตั้งรัฐบาลแข่งในฐานะพรรคอันดับ 3 และ “นิ่งในที่ตั้ง” เปิดทางให้พรรคอันดับ 1 ทำหน้าที่

2. รักษาเอกภาพภายใน

โจทย์สำคัญที่สุดคือการรักษา “ความเป็นทีม” ไม่ให้เกิดภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด โดยมี แพทองธาร ชินวัตร เป็นหลักยึดทางจิตใจ

3. มองเกมยาว

การตัดสินใจทุกก้าวต้องคำนึงถึงการฟื้นศรัทธาในระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้นจากการร่วมรัฐบาล

4. ความเสี่ยงจาก “นิติสงคราม”

ณัฐวุฒิประเมินว่า ความท้าทายยังไม่จบ และพรรคฝ่ายค้านอาจเผชิญแรงกดดันผ่านกลไกกฎหมายหรือองค์กรอิสระในอนาคต

บทบาทผู้นำในคืนพ่ายแพ้

ณัฐวุฒิสะท้อนบทบาทของ"แพทองธาร ชินวัตร"ว่าเป็น “หลักยึดทางจิตใจ” ของพรรค

ตั้งหลักได้ทันทีในคืนรู้ผล

  • เป็นฝ่ายเดินให้กำลังใจทีมงาน ไม่ใช่ผู้รอรับการปลอบ
  • เน้นย้ำความเป็นทีม และการยืนหยัดในกรอบประชาธิปไตย
  • ภาพที่สะท้อนออกมาคือผู้นำที่เลือกยอมรับความจริงอย่างสง่างาม เพื่อรักษาองค์กรไว้ในระยะยาว

รัฐบาลใหม่ที่เสถียรสูง กระทบฝ่ายค้านอย่างไร?

ณัฐวุฒิประเมินว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะมีเสถียรภาพสูงจากการสนับสนุนของ “องคาพยพทางอำนาจ” ทำให้บทบาทฝ่ายค้านเผชิญความยากลำบาก 4 ด้านหลัก

  • กลไกตรวจสอบอาจอ่อนแรง หากองค์กรอิสระและวุฒิสภาเคลื่อนไปในทิศเดียวกับรัฐบาล
  • ฝ่ายค้านอาจตกเป็นเป้าทางกฎหมาย แทนที่จะเป็นผู้ตรวจสอบ
  • ความหวังอยู่ที่การบริหารของรัฐบาลเอง หากไม่มีคดีทุจริตชัดเจน รัฐบาลอาจอยู่ยาว
  • เกมยาวของฝ่ายค้าน ต้องรักษาฐานเสียง ฟื้นศรัทธา และรอจังหวะทางการเมือง

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

ในมุมของณัฐวุฒิ พรรคเพื่อไทยเลือก “ถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษากระดาน” มากกว่าฝืนเดินเกมระยะสั้น ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนยุทธศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกุมความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เพื่อไทยจะอยู่รอดหรือไม่”
แต่คือ “จะฟื้นศรัทธาและสร้างพลังใหม่ได้อย่างไร” ในสนามที่กติกาและบริบทเปลี่ยนไปแล้ว.

เรียบเรียง: อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา: คมชัดลึก (คลิก) 

ข่าวล่าสุด

เทรนด์ 2026 ยุคทอง Nano Influencer แบรนด์ไทยเทงบลง TikTok 66%