เลือกตั้ง69: กกต.สอบตกแก้โจทย์เก่า-เจาะสมรภูมิ3ก๊กส้ม-น้ำเงิน-แดง
ศ.ดร.สิริพรรณ ชี้จุดบอดระบบเลือกตั้งที่อาจฝืนเจตจำนงประชาชน พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ 3 พรรคใหญ่ เมื่อ "กระแส" ปะทะ "กระสุน" ใครจะกำชัยในโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง69
KEY
POINTS
- กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการจัดการเลือกตั้งซ้ำซาก เช่น การบริหารคิวเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดพลาด และรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่สับสน ไม่เอื้อต่อประชาชน
- มีการวิเคราะห์การแข่งขันของ 3 ขั้วการเมืองหลัก (ส้ม-น้ำเงิน-แดง) ได้แก่ พรรคประชาชน, ภูมิใจไทย และเพื่อไทย ซึ่งแต่ละพรรคมีจุดแข็ง ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายจำนวนที่นั่งแตกต่างกัน
- ปัจจัยที่น่ากังวลคือ "สงครามกฎหมาย" หลังการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. อาจใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจทางการเมืองได้
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 : เมื่อเสียงเตือนจากนักวิชาการ ชนกติกาที่ไม่เปลี่ยน
และเกม 3 ก๊กที่เดิมพันด้วยทั้ง “กระแส” และ “กระสุน”
บรรยากาศการเมืองไทยก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกฝ่ายรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เพียงการหย่อนบัตรตามวาระ หากแต่คือ การทดสอบความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งกระดาน ตั้งแต่ผู้ควบคุมกติกา ไปจนถึงผู้เล่นที่กำลังช่วงชิงอำนาจรัฐในสมรภูมิที่แต้มต่อไม่เท่ากัน
การวิเคราะห์ของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นแค่เพียงความเห็นเชิงวิชาการ หากแต่เป็น“สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ถึงจุดเปราะบางของการเลือกตั้ง 2569 ที่อาจกลายเป็นตัวแปรเปลี่ยนสมการอำนาจหลังปิดหีบ
กกต. กับปัญหาเดิมที่ไม่เคยถูกแก้
รายงานมี แต่ระบบไม่ขยับ
หนึ่งในข้อวิพากษ์ที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือบทบาทของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสายตาภาควิชาการ
ศ.ดร.สิริพรรณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้จัดทำ รายงานวิจัยและ Executive Summary เสนอ กกต. อย่างเป็นระบบ เพื่อปิดช่องโหว่การจัดการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าปี 2569 กลับสะท้อนว่า “บทเรียนเดิมยังไม่ถูกนำไปใช้จริง”
ประเด็นสำคัญที่ถูกชี้ชัด ได้แก่
การบริหารจัดการคิวที่ล้มเหลว
แม้จำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนผู้มาใช้สิทธิจริงในกรุงเทพฯ กลับลดจาก 91% (2566) เหลือ 87% (2569) สะท้อนต้นทุนการใช้สิทธิที่สูงขึ้นของประชาชน
ความแข็งทื่อของเวลาเลือกตั้ง
การปิดหีบเวลา 17.00 น. โดยไม่ผ่อนปรนให้ผู้ที่รออยู่ก่อนเวลา เทียบไม่ได้กับมาตรฐานสากล และกลายเป็นการ “ตัดสิทธิ์โดยพฤตินัย”
ความผิดพลาดเชิงระบบที่ถูกผลักเป็นรายบุคคล
กรณีกรอกรหัสเขตผิดหน้าซองบัตร ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเสี่ยงต่อการบิดเบือนเจตจำนงของผู้เลือกตั้งโดยตรง
จาก “บัตรโหล” สู่บัตรที่สื่อสารกับประชาชน
นวัตกรรมที่ กกต. ยังไม่กล้าตัดสินใจ
หัวใจของการเลือกตั้งที่โปร่งใส ไม่ใช่แค่การนับคะแนน แต่คือ การออกแบบบัตรเลือกตั้งให้ลดความผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง ศ.ดร.สิริพรรณ เสนอให้ยกเครื่องแนวคิด “บัตรโหล” ด้วยต้นแบบจากออสเตรเลียและเยอรมนี
| ประเด็น | ระบบปัจจุบันของ กกต. | ข้อเสนอเชิงวิชาการ |
|---|---|---|
| ข้อมูลบนบัตร | ไม่มีชื่อ–หน้า–พรรค | แสดงข้อมูลครบถ้วน |
| การทำเครื่องหมาย | เคร่ง “กากบาทเดียว” | สื่อเจตจำนงชัด วงหรือขีดได้ |
| เลือกตั้งล่วงหน้า | วันเดียว | กระจายหลายสัปดาห์ |
| หมายเลขผู้สมัคร | ต่างเขตต่างเบอร์ | ใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ |
สาระสำคัญไม่ใช่เทคนิค แต่คือ การยอมรับว่าระบบต้องออกแบบเพื่อประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนปรับตัวเข้าหาระบบ
วิเคราะห์ 3 ก๊ก 4 ปัจจัย : ใครยืนได้จริงในสนาม 2569
ศ.ดร.สิริพรรณ ใช้โมเดล 4 ปัจจัยการตัดสินใจเลือกตั้ง — ผู้นำ / นโยบาย / ผลประโยชน์เชิงพื้นที่ / อุดมการณ์ — มาฉายภาพ 3 พรรคหลักที่อาจกวาดรวมกันกว่า 400 ที่นั่ง
พรรคประชาชน (ส้ม)
- โจทย์ใหญ่: เสน่ห์ผู้นำและศรัทธาฐานเสียง
- จุดเปราะ: การโหวตเลือกนายกฯ ในอดีต ที่ถูกตีความว่า “ประนีประนอมกับอำนาจเดิม”
- เป้าหมาย: ราว 150 ที่นั่ง (±) ต้องรักษาฐานเมืองใหญ่ให้ได้
พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน)
- บทบาท: “ร่มใหญ่” ของอนุรักษ์นิยมยุคใหม่
- จุดแข็ง: บ้านใหญ่ภาคตะวันออก + เครือข่าย อสม.
- เป้าหมาย: 120–130 ที่นั่ง และสถานะพรรคที่ชนชั้นนำไว้วางใจ
พรรคเพื่อไทย (แดง)
- ภาพรวม: ยุคผลัดใบภายใต้แบรนด์ชินวัตร
- ยุทธศาสตร์: รักษาฐานอีสานเดิม 112 ที่นั่ง ป้องกันคะแนนไหลไปส้ม
- เป้าหมาย: 110–120 ที่นั่ง จากความเชื่อมั่นเชิงประวัติศาสตร์
ตัวแปรสอดแทรก และ “สงครามกฎหมาย” หลังปิดหีบ
นอกเหนือจาก 3 ก๊กหลัก พรรคประชาธิปัตย์ได้แรงส่งจากการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในบทบาทผู้ย้ำเรื่องการเมืองสุจริต ขณะที่พรรคกล้าธรรมยังคงครองพื้นที่เกษตรกรด้วยการเมืองแบบเข้าถึงตรงจุด
แต่ตัวแปรที่น่ากังวลที่สุดคือ สงครามกฎหมาย มีรายงานว่า กกต. ส่งเรื่องผู้สมัครกว่า 20 รายให้ศาลฎีกาพิจารณาคุณสมบัติ ซึ่งอาจลามถึงการ ตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรคผู้เซ็นรับรอง นานถึง 5 ปี — กลไกที่อาจถูกใช้ “หลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดสมดุลอำนาจใหม่
บทสรุป : ประชาชนคือผู้ตัดสินตำรารัฐศาสตร์
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ มี New Voters กว่า 2.44 ล้านคน เป็นตัวแปรชี้ขาด ระหว่างการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “กระแส” หรือการเมืองที่ยึดโยงกับ “กระสุน”
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นสูตรใด — ความหวัง (ส้ม–แดง–ฟ้า) หรือความจริง (น้ำเงิน–แดง–ฟ้า) — ประวัติศาสตร์การเมืองไทยย้ำเสมอว่า โค้งสุดท้ายคือพื้นที่ของเซอร์ไพรส์
และในท้ายที่สุด ไม่ใช่นักวิเคราะห์ ไม่ใช่นักการเมือง
แต่คือ ประชาชน ที่จะเป็นผู้สอนนักรัฐศาสตร์ว่าเจตจำนงที่แท้จริงของประเทศในทศวรรษใหม่นี้ คืออะไร
แหล่งที่มา : คมชัดลึก


