อิหร่านใช้ “น้ำมัน” เป็นอาวุธ เขย่าตลาดโลกสกัดอำนาจทหารสหรัฐ
อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธเศรษฐกิจ ลดการขนส่งน้ำมันเกือบหมด หวังสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐและพันธมิตรให้ยุติสงคราม
แหล่งข่าวระดับภูมิภาคเปิดเผยว่า ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน รัฐบาลเตหะรานได้วางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ล่วงหน้า นั่นคือการใช้เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องต่อรอง เพื่อชดเชยความเสียเปรียบทางกำลังทหาร
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นคอขวดด้านพลังงานของโลก หากเกิดการหยุดชะงักจะส่งผลกระทบทันทีต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบันการขนส่งผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างรุนแรง โดยข้อมูลของสหประชาชาติชี้ว่า การเดินเรือลดลงถึง 97% นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เส้นเลือดพลังงานโลกถูกกุมไว้
ตามปกติแล้ว ประมาณ หนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านกับรัฐอ่าวเปอร์เซีย
การควบคุมช่องแคบแห่งนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอิหร่าน แหล่งข่าวระบุว่า เตหะรานได้เปลี่ยนทรัพยากรเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค ให้กลายเป็น เครื่องยับยั้งทางการทหารที่ทรงพลังที่สุด
นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือความพยายามของอิหร่านในการ “เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก”
สงครามไม่สมดุล: จุดอ่อนทหาร แต่สร้างแรงกดดันเศรษฐกิจ
Ali Vaez ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของ International Crisis Group ระบุว่า อิหร่านตระหนักดีว่าตนไม่สามารถเอาชนะสหรัฐและอิสราเอลได้ในการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง
เขากล่าวว่า แผนของเตหะรานคือการขยายความขัดแย้งให้ยืดเยื้อทั้งในมิติ เวลาและพื้นที่
“หากอิหร่านสามารถจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันได้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจเป็นฝ่ายยอมถอยก่อน”
แผน IRGC เปิดใช้หลังผู้นำสูงสุดถูกสังหาร
แหล่งข่าวระบุว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกพัฒนาโดย กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มานานหลายปี เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ของสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล
แผนนี้ถูกเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจาก Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตในวันแรกของการสู้รบ
วัตถุประสงค์หลักคือการรักษาระบบการปกครองของอิหร่านที่ดำเนินมานานกว่า 47 ปี ภายใต้ผู้นำศาสนาอิสลามสายต่อต้านตะวันตก
กลยุทธ์ “โจมตีเล็ก ผลกระทบใหญ่”
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก The Washington Institute, Michael Eisenstadt ระบุว่า ยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือรูปแบบของ สงครามไม่สมมาตร (asymmetric warfare)
โดยใช้การโจมตีจำนวนไม่มาก แต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น
-การโจมตีด้วยโดรน
-การยิงขีปนาวุธต้นทุนต่ำ
-การคุกคามเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย
การโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปยังฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค พร้อมกับสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลวอชิงตัน
สหรัฐถูกวิจารณ์ประเมินสถานการณ์ผิด
Vaez ยังวิจารณ์ว่าสหรัฐเข้าสู่สงครามครั้งนี้ด้วยการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด
เขาระบุว่า วอชิงตันไม่คาดการณ์ถึง
-การโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศอ่าวเปอร์เซีย
-การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ
-ความจำเป็นในการอพยพพลเมือง
ซึ่งสะท้อนถึงการไม่เรียนรู้บทเรียนจากบทบาทของโดรนในสงครามยุคใหม่
เป้าหมายหลักของอิหร่าน: “อยู่รอด”
แม้สหรัฐจะมีศักยภาพในการทำให้อิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก แต่นักวิเคราะห์มองว่า การเอาชนะอิหร่านอย่างเด็ดขาดจำเป็นต้องใช้ การบุกภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้ทหารมากถึง หนึ่งล้านนาย
สิ่งนี้ถือเป็นภาระที่สหรัฐไม่น่าจะยอมรับได้
Vaez ระบุว่า เป้าหมายระยะสั้นของอิหร่านคือ การอยู่รอดของรัฐ ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือการพิสูจน์ว่า การกดดันผ่านกำลังทหาร เศรษฐกิจ หรือการโดดเดี่ยวทางการทูต ยังไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้


