เจาะรธน.60 ฉบับปราบโกงก่อนลงประชามติ คัดคนคุมงบตัดสิทธิการเมือง
เจาะโครงสร้างต่อต้านคอร์รัปชัน ตั้งแต่กันคนมีประวัติทุจริตออกจากอำนาจ ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน คุมงบเข้ม เสริมองค์กรตรวจสอบ จนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด พร้อมเปิดบทบาทประชาชนร่วมเฝ้าระวัง
KEY
POINTS
- กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามเพื่อสกัดกั้นผู้มีประวัติทุจริตเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง และวางกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
- มีมาตรการควบคุมการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด โดยห้าม ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปมีส่วนได้เสีย พร้อมเสริมอำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบ
- บัญญัติบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำผิดคดีทุจริตหรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง โดยสามารถเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ตลอดชีวิต
ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยตั้งคำถามต่อประชาชนผู้มีสิทธิว่า
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์จึงขอนำเสนอบทความเจาะลึกโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชน โดยโฟกัสหนึ่งในแกนหลักที่มีผลต่อธรรมาภิบาลของประเทศโดยตรง นั่นคือ กลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน
โครงสร้างปราบทุจริตตามรัฐธรรมนูญ 2560
รัฐธรรมนูญ 2560 วางระบบต่อต้านคอร์รัปชันแบบครบวงจร ตั้งแต่คัดกรองผู้เข้าสู่อำนาจ คุมผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบงบประมาณ ไปจนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1) กันคนมีประวัติทุจริตออกจากการเมืองตั้งแต่ต้นทาง
กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. เช่น ผู้เคยทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตการเลือกตั้ง (มาตรา 98)
ขณะที่รัฐมนตรีต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่เคยฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง (มาตรา 160)
2) ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
-ห้าม สส.และสว. ก้าวก่ายแทรกแซงราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย หรือการอนุมัติโครงการของรัฐ (มาตรา 185)
-ห้ามรับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะผูกขาด รวมถึงห้ามรับประโยชน์พิเศษจากรัฐ (มาตรา 186)
-รัฐมนตรีถูกจำกัดการถือหุ้นและความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 187)
3) คุมงบประมาณเข้ม — ฝ่าฝืนพ้นตำแหน่งทันที
ห้าม สส. สว. และกรรมาธิการแปรญัตติหรือกระทำการให้ตนมีส่วนได้เสียในงบประมาณรายจ่าย หากฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (มาตรา 144 วรรคสาม–สี่)
หากคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติการกระทำที่ฝ่าฝืน ให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย (มาตรา 144 วรรคห้า)
4) เสริมอำนาจองค์กรอิสระตรวจสอบเต็มรูปแบบ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน้าที่ไต่สวนคดีทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ และตรวจบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มาตรา 234)
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบพฤติการณ์ทุจริต (มาตรา 240)
ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานจริยธรรมซึ่งมีผลบังคับกับ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี ฝ่าฝืนอาจถึงขั้นพ้นตำแหน่ง (มาตรา 219)
5) บทลงโทษรุนแรง ยับยั้งการโกงในระยะยาว
ผู้กระทำผิดทุจิตร้ายแรงหรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกินสิบปี (มาตรา 235)
คดีทุจริตบางประเภทไม่มีอายุความ และสามารถริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน (ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ)
6) เปิดบทบาทประชาชนเป็นผู้เฝ้าระวัง
รัฐต้องส่งเสริมการแจ้งเบาะแสและคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล ขณะเดียวกันประชาชนมีหน้าที่ไม่สนับสนุนการทุจริตและการประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ (มาตรา 63)
สรุปสั้น กระชับ เป็นระบบ
รัฐธรรมนูญ 2560 สร้าง “โครงเหล็ก” ต่อต้านคอร์รัปชัน ตั้งแต่คัดกรองคนก่อนเข้าสู่อำนาจ (ม.98, 160) ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน (ม.185–187) ล็อกงบประมาณ (ม.144) เสริมองค์กรตรวจสอบ (ม.234, 240, 219) ไปจนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด (ม.235) พร้อมดึงประชาชนร่วมเฝ้าระวัง (ม.63)


