posttoday

เจาะรธน.60 ฉบับปราบโกงก่อนลงประชามติ คัดคนคุมงบตัดสิทธิการเมือง

01 กุมภาพันธ์ 2569

เจาะโครงสร้างต่อต้านคอร์รัปชัน ตั้งแต่กันคนมีประวัติทุจริตออกจากอำนาจ ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน คุมงบเข้ม เสริมองค์กรตรวจสอบ จนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด พร้อมเปิดบทบาทประชาชนร่วมเฝ้าระวัง

KEY

POINTS

  • กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามเพื่อสกัดกั้นผู้มีประวัติทุจริตเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง และวางกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
  • มีมาตรการควบคุมการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด โดยห้าม ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปมีส่วนได้เสีย พร้อมเสริมอำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบ
  • บัญญัติบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำผิดคดีทุจริตหรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง โดยสามารถเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ตลอดชีวิต

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยตั้งคำถามต่อประชาชนผู้มีสิทธิว่า

“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์จึงขอนำเสนอบทความเจาะลึกโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชน โดยโฟกัสหนึ่งในแกนหลักที่มีผลต่อธรรมาภิบาลของประเทศโดยตรง นั่นคือ กลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน

โครงสร้างปราบทุจริตตามรัฐธรรมนูญ 2560

รัฐธรรมนูญ 2560 วางระบบต่อต้านคอร์รัปชันแบบครบวงจร ตั้งแต่คัดกรองผู้เข้าสู่อำนาจ คุมผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบงบประมาณ ไปจนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1) กันคนมีประวัติทุจริตออกจากการเมืองตั้งแต่ต้นทาง

กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. เช่น ผู้เคยทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตการเลือกตั้ง (มาตรา 98)
ขณะที่รัฐมนตรีต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่เคยฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง (มาตรา 160)

2) ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)

-ห้าม สส.และสว. ก้าวก่ายแทรกแซงราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย หรือการอนุมัติโครงการของรัฐ (มาตรา 185)
-ห้ามรับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะผูกขาด รวมถึงห้ามรับประโยชน์พิเศษจากรัฐ (มาตรา 186)
-รัฐมนตรีถูกจำกัดการถือหุ้นและความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 187)

3) คุมงบประมาณเข้ม — ฝ่าฝืนพ้นตำแหน่งทันที

ห้าม สส. สว. และกรรมาธิการแปรญัตติหรือกระทำการให้ตนมีส่วนได้เสียในงบประมาณรายจ่าย หากฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (มาตรา 144 วรรคสาม–สี่)
หากคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติการกระทำที่ฝ่าฝืน ให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย (มาตรา 144 วรรคห้า)
 

4) เสริมอำนาจองค์กรอิสระตรวจสอบเต็มรูปแบบ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน้าที่ไต่สวนคดีทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ และตรวจบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มาตรา 234)

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบพฤติการณ์ทุจริต (มาตรา 240)

ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานจริยธรรมซึ่งมีผลบังคับกับ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี ฝ่าฝืนอาจถึงขั้นพ้นตำแหน่ง (มาตรา 219)

5) บทลงโทษรุนแรง ยับยั้งการโกงในระยะยาว

ผู้กระทำผิดทุจิตร้ายแรงหรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกินสิบปี (มาตรา 235)
คดีทุจริตบางประเภทไม่มีอายุความ และสามารถริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน (ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ)

6) เปิดบทบาทประชาชนเป็นผู้เฝ้าระวัง

รัฐต้องส่งเสริมการแจ้งเบาะแสและคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล ขณะเดียวกันประชาชนมีหน้าที่ไม่สนับสนุนการทุจริตและการประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ (มาตรา 63)

สรุปสั้น กระชับ เป็นระบบ

รัฐธรรมนูญ 2560 สร้าง “โครงเหล็ก” ต่อต้านคอร์รัปชัน ตั้งแต่คัดกรองคนก่อนเข้าสู่อำนาจ (ม.98, 160) ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน (ม.185–187) ล็อกงบประมาณ (ม.144) เสริมองค์กรตรวจสอบ (ม.234, 240, 219) ไปจนถึงบทลงโทษขั้นเด็ดขาด (ม.235) พร้อมดึงประชาชนร่วมเฝ้าระวัง (ม.63)
 

ข่าวล่าสุด

PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว