posttoday

PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว

01 กุมภาพันธ์ 2569

PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว แนะใช้ FTA เพื่อหาโอกาสกับประเทศอื่น และสร้างกลไกควบคุมราคาระยะยาว

เวทีเสวนา PMAC 2026 ถก “ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับอนาคตระบบยาไทย” ชี้ภาษีสหรัฐเพิ่มแรงกดดัน ขณะที่  FTA เป็นโอกาส ห่วงไทยรับผลอ้อม ทั้งต้นทุนเพิ่มและภาวะเสี่ยงกระทบยานำเข้า พร้อมระบุทางออกของไทย ไม่ใช่แข่งด้านอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่ต้องเสริมความแข็งแรงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

ภายในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) ซึ่งได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และนวัตกรรม มีผลต่อการเข้าถึงยา ต้นทุน และความเป็นธรรมของระบบเภสัชกรรมอย่างไร” (How Do Demographic Transitions, Geopolitics and Innovation Influence Accessibility, Cost, and Social Equity in Pharmaceutical Care?) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังส่งแรงกดดันต่อระบบยา การเข้าถึงยา และความเป็นธรรมด้านสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

 

PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว

 

ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ากำลังทำให้ห่วงโซ่อุปทานยาทั่วโลกผันผวน โดยเฉพาะความพยายามของสหรัฐในการลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมรายใหญ่ของโลก

แม้มาตรการภาษีของสหรัฐจะกระทบอุตสาหกรรมยาของไทยโดยตรงไม่มากนัก เนื่องจากยาเป็นสินค้าจำเป็นและไทยส่งออกยาไปสหรัฐในสัดส่วนต่ำ แต่ผลกระทบทางอ้อมกลับชัดเจนขึ้น ทั้งต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ค่าขนส่งที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรงกว่าเดิม

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ “ราคายานำเข้า” เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพายาต้นแบบและยาที่มีความซับซ้อนจากสหรัฐและยุโรป หากประเทศผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจถูกส่งต่อมายังราคายาในตลาดโลก และกระทบต่อค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว

 

ด้าน ภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธานสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) กล่าวว่า หลายประเทศหันมาใช้ FTA เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยยกตัวอย่างการเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมยาขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับไทย

สำหรับประเทศไทย การกลับมาเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2566 ไม่ได้หมายถึงแค่การลดภาษี แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา โดยบทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า แม้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเข้มขึ้น แต่หากมีกลไกควบคุมราคาและระบบจ่ายเงินด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง ค่าใช้จ่ายด้านยาของรัฐไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเสมอไป

 

 

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ทางออกของไทยท่ามกลางความผันผวนระดับโลก ไม่ได้อยู่แค่การแข่งขันทางอุตสาหกรรม แต่คือการเสริมความแข็งแรงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมองการดูแลด้านเภสัชกรรมในมิติของการเข้าถึง ความต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นของประชาชน

ประเทศไทยได้นำบทเรียนจากช่วงโควิด-19 มาพัฒนาบทบาทร้านยาชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอย่างถาวร ภายใต้นโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ร้านยาไม่ได้เป็นเพียงจุดจ่ายยา แต่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการดูแลสุขภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น

ปัจจุบันมีร้านยาชุมชนเกือบ 5,000 แห่งเข้าร่วมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้บริการประชาชนเกือบ 3 ล้านคน หรือมากกว่า 8 ล้านครั้งต่อปี โมเดลนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพไทยในการรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และตอกย้ำบทบาทระบบบัตรทองในฐานะกลไกสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพคนไทย

ข่าวล่าสุด

PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว