PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว
PMAC 2026 ชี้ "ภาษีสหรัฐ" กดดันต้นทุนยาในประเทศ อาจกระทบระยะยาว แนะใช้ FTA เพื่อหาโอกาสกับประเทศอื่น และสร้างกลไกควบคุมราคาระยะยาว
เวทีเสวนา PMAC 2026 ถก “ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับอนาคตระบบยาไทย” ชี้ภาษีสหรัฐเพิ่มแรงกดดัน ขณะที่ FTA เป็นโอกาส ห่วงไทยรับผลอ้อม ทั้งต้นทุนเพิ่มและภาวะเสี่ยงกระทบยานำเข้า พร้อมระบุทางออกของไทย ไม่ใช่แข่งด้านอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่ต้องเสริมความแข็งแรงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ภายในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) ซึ่งได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และนวัตกรรม มีผลต่อการเข้าถึงยา ต้นทุน และความเป็นธรรมของระบบเภสัชกรรมอย่างไร” (How Do Demographic Transitions, Geopolitics and Innovation Influence Accessibility, Cost, and Social Equity in Pharmaceutical Care?) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังส่งแรงกดดันต่อระบบยา การเข้าถึงยา และความเป็นธรรมด้านสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ากำลังทำให้ห่วงโซ่อุปทานยาทั่วโลกผันผวน โดยเฉพาะความพยายามของสหรัฐในการลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมรายใหญ่ของโลก
แม้มาตรการภาษีของสหรัฐจะกระทบอุตสาหกรรมยาของไทยโดยตรงไม่มากนัก เนื่องจากยาเป็นสินค้าจำเป็นและไทยส่งออกยาไปสหรัฐในสัดส่วนต่ำ แต่ผลกระทบทางอ้อมกลับชัดเจนขึ้น ทั้งต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ค่าขนส่งที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรงกว่าเดิม
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ “ราคายานำเข้า” เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพายาต้นแบบและยาที่มีความซับซ้อนจากสหรัฐและยุโรป หากประเทศผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจถูกส่งต่อมายังราคายาในตลาดโลก และกระทบต่อค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว
ด้าน ภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธานสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) กล่าวว่า หลายประเทศหันมาใช้ FTA เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยยกตัวอย่างการเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมยาขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับไทย
สำหรับประเทศไทย การกลับมาเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2566 ไม่ได้หมายถึงแค่การลดภาษี แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา โดยบทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า แม้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเข้มขึ้น แต่หากมีกลไกควบคุมราคาและระบบจ่ายเงินด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง ค่าใช้จ่ายด้านยาของรัฐไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเสมอไป
ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ทางออกของไทยท่ามกลางความผันผวนระดับโลก ไม่ได้อยู่แค่การแข่งขันทางอุตสาหกรรม แต่คือการเสริมความแข็งแรงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมองการดูแลด้านเภสัชกรรมในมิติของการเข้าถึง ความต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นของประชาชน
ประเทศไทยได้นำบทเรียนจากช่วงโควิด-19 มาพัฒนาบทบาทร้านยาชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอย่างถาวร ภายใต้นโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ร้านยาไม่ได้เป็นเพียงจุดจ่ายยา แต่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการดูแลสุขภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น
ปัจจุบันมีร้านยาชุมชนเกือบ 5,000 แห่งเข้าร่วมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้บริการประชาชนเกือบ 3 ล้านคน หรือมากกว่า 8 ล้านครั้งต่อปี โมเดลนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพไทยในการรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และตอกย้ำบทบาทระบบบัตรทองในฐานะกลไกสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพคนไทย


