ขึ้นน้ำมัน 6 บ.! TDRI ท้วงลอยตัวทันที ทุบต้นทุน-เชื่อมั่นแรง หวั่นฉุด GDP
ดร.นณริฏ นักวิชาการ TDRI ไม่เห็นด้วย รัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล และขึ้นราคาทุกชนิดรวดเดียว 6 บาท/ลิตร ชี้ทุบต้นทุนแรง ฉุดเชื่อมั่น ทุกๆ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น อาจฉุด GDP ลดลงราว 0.02-0.03%
KEY
POINTS
- TDRI ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลตัดสินใจลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลทันทีจนราคาพุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตร โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงและผิดจังหวะ
- การขึ้นราคาอย่างกะทันหันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ทำลายความเชื่อมั่น และมีความเสี่ยงที่จะฉุดการเติบโตของ GDP
- ข้อเสนอแนะคือควรใช้วิธีทยอยปรับขึ้นราคาแบบขั้นบันได ควบคู่ไปกับการสื่อสารล่วงหน้าและออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง
กลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อค่าครองชีพทันที เมื่อรัฐบาลตัดสินใจ ยกเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซล ปล่อยปรับตามกลไกตลาดโลก ซึ่งนโยบายการปรับโครงสร้างการอุดหนุนราคาน้ำมันของภาครัฐในครั้งนี้ ยังส่งผลให้วันนี้ (26 มี.ค. 2569) ราคาน้ำมันทุกชนิดขยับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งในแง่ "ความเหมาะ ของจังหวะและอัตราการปรับขึ้นของราคา" ท่ามภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และความกังวลว่าราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมาตรการเยียวยาที่จะตามมาจะเพียงพอหรือไม่ ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้มุมมองผ่านทาง "โพสต์ทูเดย์" โดยระบุว่า หากมองในหลักการระยะกลาง การลดการตรึงราคาเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงเป็นสิ่งที่ควรทำ
เนื่องจากการอุดหนุนแบบ "เหมาเข่ง" ทั้งระบบนั้นแบกต้นทุนการคลังที่สูงเกินไป อีกทั้งยังบิดเบือนกลไกราคา และสุดท้ายมักจะกลายเป็นว่ารัฐเข้าไปช่วยผู้ที่ใช้พลังงานมากมากกว่าจะช่วยคนจนจริงๆ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ IMF ที่อยากให้ไทยทยอยยกเลิกการอุดหนุนแบบกว้าง แล้วหันไปเน้นการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางแทน
แต่อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที "ปล่อยลอยตัวน้ำมันดีเซลแบบทันที" หากทำในจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนจากความเสี่ยงของสงครามและปัญหาเส้นทางขนส่งพลังงาน เพราะจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต และทำลายความเชื่อมั่นในคราวเดียวกัน ทางออกที่เหมาะสมกว่าคือการ ทยอยปรับขึ้นราคาเป็นขั้นบันได พร้อมกับ มีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม และการสื่อสารล่วงหน้าที่ชัดเจน
“ผลกระทบจากการขึ้นราคาดีเซลจะเกิดขึ้นเป็น 2 ระลอกใหญ่ โดยระลอกแรกจะกระทบหมวดพลังงานโดยตรง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนระลอกที่สองคือ ผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งจะค่อยๆ ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ข้อมูลที่น่ากังวลคือ ทุกๆ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ราว 0.02-0.03%”
สำหรับ กลุ่มที่เจ็บสุดน่าจะเป็น ขนส่งและโลจิสติกส์ เพราะต้นทุนน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนตรงและส่งผ่านไปทั่วห่วงโซ่ รองลงมาคือ เกษตร ประมง ก่อสร้าง และ SMEs ที่พึ่งพาการขนส่ง ใช้เครื่องจักรใช้น้ำมัน และมีอำนาจต่อรองราคาต่ำกว่าธุรกิจใหญ่
ส่วนกลุ่มปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ก็ถูกกดดันเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันดิบและสารเคมีผันผวนจากตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ในมิติของการช่วยเหลือ ดร.นณริฏ เห็นด้วยกับ การช่วยแบบเจาะจงกลุ่ม มากกว่าการอุ้มราคาทั้งประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ "ไม่เห็นด้วยหากจะมีโครงการคนละครึ่ง" โดยมองว่า มาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบางนั้นเพียงพอแล้ว ขณะที่ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลควรทำเป็นเพียง "สะพาน" หรือมาตรการชั่วคราวเพื่อกันการช็อกของราคาในช่วงแรกเท่านั้น ไม่ควรใช้ในระยะยาวจนรัฐสูญเสียรายได้ถาวร
สำหรับภาคประชาชนและธุรกิจ ดร.นณริฏเตือนว่า หากค่าครองชีพสูงขึ้นในขณะที่รายได้โตช้า ครัวเรือนฐานล่างจะถูกบีบจนอาจต้องพึ่งพาหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น มีโอกาสทำให้หนี้ครัวเรือนประเทศมีสัดส่วนสูงขึ้น ประชาชนจึงต้องเร่งปรับตัวด้วยการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นและวางแผนงบประมาณครัวเรือนใหม่
ขณะที่ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงต้องรีบ บริหารสภาพคล่องและลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานหรือ Clean Energy เพื่อรับมือกับการปรับโครงสร้างพลังงานโลกในระยะยาว
ดังนั้น ทางออกที่รัฐบาลควรพิจารณาทำในทันทีคือ การเริ่มต้นจากการประกาศแผนปรับราคาดีเซลล่วงหน้าแบบเป็นขั้นบันได เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาเตรียมตัว ควบคู่ไปกับการวางแผน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในขณะเดียวกันต้องมีกลไกที่เข้มงวดในการ ควบคุมการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกซ้ำเติม
นอกจากนี้ รัฐควรเร่งผลักดัน มาตรการประหยัดพลังงาน อย่างเป็นรูปธรรม และให้ความสำคัญกับการ รักษาความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานรวมถึงกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างปุ๋ย เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้


