posttoday

วาระที่สองของทรัมป์ เขย่าดุลอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์โลกสะเทือน

13 มกราคม 2569

การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ จนกลายเป็นปัจจัยหลักที่กระทบทั้งการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงของทุกชาติ

หากวาระแรกคือการส่งสัญญาณด้วยวาทกรรม "America First" ที่ดูเหมือนจะนำพาสหรัฐฯ ไปสู่การแยกตัวออกจากภาระผูกพันระหว่างประเทศ วาระที่สองของ โดนัลด์ ทรัมป์ เผยให้เห็นการกระทำที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการใช้อำนาจเข้าแทรกแซงและจัดระเบียบโลกใหม่อย่างแข็งกร้าวตามเงื่อนไขของอเมริกา ซึ่งกำลังสั่นคลอนดุลอำนาจระหว่างประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย ส่งแรงกระเพื่อมต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการค้าโลก

 

จาก "America First" สู่ "America Preeminent": การปัดฝุ่นหลักการมอนโร

 

วาระที่สองของทรัมป์คือการเปลี่ยนผ่านทางอุดมการณ์ในนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจน วาทกรรม "America First" ที่เคยถูกตีความว่าเป็นแนวคิดกึ่งโดดเดี่ยว (neo-isolationist) ได้แปรเปลี่ยนไปสู่ลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่ (neo-imperialist) ที่เน้นการแทรกแซงอย่างเต็มรูปแบบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างไม่ประนีประนอม  

 

หลักการมอนโร: อาวุธเก่าในสมรภูมิใหม่

 

หัวใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการฟื้นฟู "หลักการมอนโร" (Monroe Doctrine) ซึ่งปรากฏในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 (2025 National Security Strategy) ที่ระบุว่า:

 

“หลังจากการละเลยมานานหลายปี สหรัฐอเมริกาจะกลับมาเน้นย้ำและบังคับใช้หลักการมอนโร เพื่อฟื้นฟูความเป็นเจ้าของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก”

 

เป้าหมายที่แท้จริงคือการทวงคืนอำนาจนำของสหรัฐฯ ใน "สวนหลังบ้าน" ของตนเอง นั่นคือภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน พร้อมทั้งส่งสารเตือนไปยังมหาอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย หลักการเก่าแก่นี้จึงถูกปัดฝุ่นและนำมาสู่ปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและแข็งกร้าวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสหรัฐฯ  

วาระที่สองของทรัมป์ เขย่าดุลอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์โลกสะเทือน

 

กรณีศึกษา: ปฏิบัติการฟ้าผ่าในเวเนซุเอลา

 

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของนโยบายต่างประเทศรูปแบบใหม่ของทรัมป์ เป็นจุดเปลี่ยนที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์โดยไม่ลังเล การบุกจู่โจมที่นำไปสู่การควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา ได้ส่งสารที่แข็งกร้าวไปทั่วโลก

 

เจตนาเบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้ใน 3 มิติหลัก ดังนี้:

• มิติเศรษฐกิจและพลังงาน:

    ◦ การควบคุมแหล่งน้ำมัน: เป้าหมายหลักคือการเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณกว่า 303 พันล้านบาร์เรล เพื่อกดราคาน้ำมันโลกลงมาที่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันจะช่วยควบคุมภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ โดยทรัมป์ให้คำมั่นว่า "บริษัทน้ำมันอเมริกันจะเข้าไปซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่พังทลายของเวเนซุเอลาอย่างรวดเร็ว"

• มิติภูมิรัฐศาสตร์:

    ◦ การส่งสารเตือนถึงจีนและรัสเซีย: ปฏิบัติการนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนโดยตรงไปยังจีนและรัสเซีย ซึ่งได้ขยายอิทธิพลและให้เงินกู้มหาศาลแก่เวเนซุเอลา การกระทำของสหรัฐฯ เปรียบได้กับสำนวนจีนที่ว่า "เชือดไก่ให้ลิงดู" โดยมี "ไก่" คือเวเนซุเอลา และ "ลิง" คือมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างบราซิล เม็กซิโก และอาร์เจนตินา เพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้คู่แข่งเข้ามามีบทบาทในซีกโลกตะวันตก

• มิติการเมืองภายในประเทศ:

    ◦ วาระปราบปรามยาเสพติดและผู้อพยพ: ทรัมป์ใช้ปฏิบัติการนี้เชื่อมโยงกับวาระภายในประเทศ โดยอ้างว่ามาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม Cartel de los Soles และใช้แก๊ง Tren de Aragua เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของตน

วาระที่สองของทรัมป์ เขย่าดุลอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์โลกสะเทือน

 

สิ่งที่ตอกย้ำว่าเป้าหมายของทรัมป์ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่คือการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์อย่างสมบูรณ์ คือการที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของมาดูโรก่อนถูกจับกุม ซึ่งผู้นำเวเนซุเอลาได้เสนอ "เปิดโครงการน้ำมันและทองคำทั้งหมดแก่นักลงทุนอเมริกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนทิศทางการส่งออกน้ำมันจากจีนมายังสหรัฐฯ และลดสัญญาสัมปทานกับบริษัทจีน อิหร่าน และรัสเซีย" การปฏิเสธข้อเสนอที่แทบจะยอมจำนนนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการทวงคืนอำนาจนำอย่างเด็ดขาด ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่การโค่นล้มระบอบการปกครอง แต่คือการจงใจส่งสาส์นโดยตรงไปยังสองคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ

 

แรงกระเพื่อมถึงมหาอำนาจ: การเผชิญหน้ากับจีนและรัสเซีย

 

นโยบายเชิงรุกของทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่พุ่งเป้าไปที่จีนและรัสเซียโดยตรง การกระทำในเวเนซุเอลาจึงเปรียบเสมือนการลั่นไกปืนนัดแรกในสมรภูมิแห่งใหม่

 

การท้าทายจีนในสวนหลังบ้าน

 

จีนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด ละตินอเมริกาได้กลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน และจีนได้ทุ่มเงินลงทุนในภูมิภาคนี้ไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในเวเนซุเอลาเพียงแห่งเดียว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็น "การกลั่นแกล้งที่เป็นแบบฉบับและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง"

 

สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงอย่างมหาศาลต่อแผนการระยะยาวของจีนในการสร้างอิทธิพลในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญและฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา บีบให้จีนต้องทบทวนยุทธศาสตร์ของตนในภูมิภาคนี้ใหม่ทั้งหมด

 

การบั่นทอนรัสเซียด้วยเกมพลังงานและมาตรการคว่ำบาตร

 

สำหรับรัสเซีย ผลกระทบเกิดขึ้นในสองแนวรบหลัก:

1. สงครามราคาพลังงาน: การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาจะทำให้ราคาน้ำมันโลกลดต่ำลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้จากการส่งออกพลังงานของรัสเซียโดยตรง และบั่นทอนขีดความสามารถทางการเงินในการทำสงครามกับยูเครน

2. มาตรการคว่ำบาตรฉบับใหม่: ทรัมป์ได้ให้การสนับสนุนร่างกฎหมาย Sanctioning Russia Act of 2025 ซึ่งมีเป้าหมายลงโทษประเทศที่ยังคงซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย เช่น จีน อินเดีย และบราซิล โดยขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรสูงถึง 500% การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่บีบรัสเซีย แต่ยังเป็นการ "ทำสงครามการค้าโดยที่ยังไม่ได้ประกาศ" กับกลุ่มประเทศ Global South อีกด้วย

การเดินเกมของทรัมป์กำลังบีบคั้นให้ทั้งจีนและรัสเซียต้องตกอยู่ในสถานะตั้งรับ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโลกในวงกว้างขึ้น

 

เครื่องมือแห่งอำนาจ: สงครามเศรษฐกิจและระเบียบโลกที่เปราะบาง

 

นอกเหนือจากการแทรกแซงทางทหาร ทรัมป์ยังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ซึ่งกำลังกัดเซาะระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนบรรทัดฐานสากลอย่างรุนแรง

 

สงครามภาษีและการแบ่งขั้วทางการค้า

 

นโยบายภาษี "Liberation Day" ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ควบคู่ไปกับการขู่ขึ้นภาษีอย่างรุนแรงกับประเทศที่ทำการค้ากับรัสเซีย ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือการเร่งแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจาก โลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่ การรวมกลุ่มระดับภูมิภาค (Regionalisation) และ "Friend-shoring" (การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่เป็นพันธมิตร) ซึ่งกำลังสร้างการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นทั่วโลก

 

การกัดเซาะบรรทัดฐานระหว่างประเทศ

 

ความมุ่งมั่นในการทำลายระเบียบโลกเดิมปรากฏชัดจากการที่สหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศถึง 66 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ (UN) ถึง 31-32 แห่ง นี่ไม่ใช่เพียงความโฉ่งฉ่างทางการทูต แต่คือความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะรื้อถอนสถาปัตยกรรมโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การกระทำเช่นนี้สะท้อนสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญจาก TVP World เรียกว่า "กฎหมายระหว่างประเทศสองมาตรฐาน" (two-track international law) ซึ่งมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน "มองว่าตนเองอยู่ในระบบกฎหมายระหว่างประเทศที่มีสองมาตรฐาน คือมีกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับโลก แต่ไม่ใช่กับตนเอง"

นโยบายเหล่านี้ทำให้พันธมิตรที่เคยใกล้ชิดต้องเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทและความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก

วาระที่สองของทรัมป์ เขย่าดุลอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์โลกสะเทือน

อนาคตบนความไม่แน่นอนและการปรับตัวของโลก

 

วาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ จากการถอนตัวจากเวทีโลก มาเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยอำนาจอย่างแข็งกร้าว เป้าหมายคือการฟื้นฟูความเป็นเจ้าในซีกโลกตะวันตก และท้าทายคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียโดยตรงในทุกมิติ

 

ผลลัพธ์ที่กำลังปรากฏคือโลกที่แตกแยกและเปราะบางมากขึ้น พันธมิตรดั้งเดิมอย่างยุโรปเริ่มไม่ไว้วางใจและต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นจริงที่สหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่พึ่งพาได้อีกต่อไป ในขณะเดียวกัน การกระทำของสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้กลุ่ม BRICS กลายเป็นขั้วอำนาจถ่วงดุลที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำหรับประเทศไทย แม้ผลกระทบโดยตรงจะจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมนั้นอาจเกิดขึ้นพร้อมๆกันในหลายมิติ ทั้งความผันผวนของค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจสูงขึ้น ภาคส่วนที่เปราะบางเป็นพิเศษคือกลุ่มที่พึ่งพาพลังงาน และกลุ่มที่พึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ และจีน ซึ่งผู้ส่งออกและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเร่งด่วน

 

ท้ายที่สุด โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นความปกติใหม่" (Uncertainty will become the new normal) แต่ความไม่แน่นอนนี้ไม่ใช่ความไร้ระเบียบที่เกิดจากสุญญากาศทางอำนาจ แต่เป็นความผันผวนที่เกิดจากการที่มหาอำนาจผู้สร้างระเบียบโลก กำลังลงมือรื้อถอนมันด้วยตนเอง คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกจะปรับตัวไปในทิศทางใด และจะมีเสถียรภาพหลงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่นี้

ข่าวล่าสุด

Agentforce สุดยอด Agentic AI รองรับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ