เลือกตั้ง69 : โพลชนะไม่พอ ใครคุมสมการอำนาจได้คือผู้ตั้งรัฐบาล
ผลสำรวจชี้พรรคประชาชนนำโด่ง ทว่าการจัดตั้งรัฐบาลยังถูกล็อกด้วยคดี ตัวประกัน และสมดุลอำนาจ ทำให้สูตรรัฐบาลอาจไม่ตรงผลเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- ผลสำรวจความนิยมที่พรรคประชาชนมีคะแนนนำ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล
- การจัดตั้งรัฐบาลขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและ "ตัวประกันทางการเมือง" เช่น สถานะทางคดีของคุณทักษิณ ซึ่งจำกัดทางเลือกของพรรคเพื่อไทย และทำให้พรรคอันดับหนึ่งอาจถูกโดดเดี่ยว
- สมการอำนาจที่เป็นไปได้คือการที่พรรคอันดับรองอย่างภูมิใจไทยและเพื่อไทยจับมือกัน เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง
เกมเลือกตั้ง 2569 : ใครชนะในสนาม แต่ใครได้ตั้งรัฐบาล
ผลสำรวจความนิยมล่าสุดของนิด้าโพลสะท้อนภูมิทัศน์การเมืองไทยที่ซับซ้อนยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อ พรรคประชาชน ครองอันดับหนึ่ง ตามด้วย พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ทว่า “อันดับในโพล” มิได้แปลตรงตัวว่า “สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล” เสมอไป หากเป็นเพียงการชี้ตำแหน่งในสนามแข่งขัน—not the trophy at the finish line
นักวิเคราะห์การเมืองอย่าง ศักดา นพสิทธิ์ และ รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา เห็นพ้องกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกกำหนดด้วยปัจจัยนอกบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่เงื่อนไขทางกฎหมาย สมดุลอำนาจ ไปจนถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ซึ่งล้วนกดดันการตัดสินใจของทั้งพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ
“ตัวประกันทางการเมือง” และปัจจัยภายนอก : กุญแจล็อกสมการรัฐบาล
หัวใจของการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ตัวประกันทางการเมือง” ควบคู่ “ปัจจัยภายนอก”
สำหรับพรรคเพื่อไทย การขยับเกมถูกจำกัดด้วยสถานะของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังมีคดีค้างคา ทั้งประเด็นมาตรา 112 และกรณีการรักษาตัวชั้น 14 ภาวะนี้ทำให้พรรคต้องเดินอย่างระมัดระวัง บีบก็ตาย คลายก็รอด
ผลลัพธ์คือสูตรจับมือ ส้ม+แดง แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ตัวประกัน” ทางการเมือง ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าจึงเอนเอียงไปสู่การผนึกกำลังกับ พรรคภูมิใจไทย และขั้วอำนาจเดิม
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยประเมินว่า “ปัจจัยภายนอก” ยังไม่พร้อมยอมรับแคนดิเดตจากพรรคประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้ชนะเลือกตั้ง ก็อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้
แบรนด์พรรคกับความเหนียวแน่นของคะแนนเสียง
อีกตัวแปรคือ Brand Loyalty
พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยอยู่ในกลุ่มแบรนด์แข็ง ฐานเสียงพรรคส้มกว่า 14 ล้านเสียงเลือกด้วยอุดมการณ์และความรู้สึกร่วม ทำให้คะแนนมีความเหนียวแน่นสูง ขณะที่เพื่อไทยยังรักษาแฟนคลับดั้งเดิม แม้เผชิญวิกฤตศรัทธาหรือคดีความ
ตรงกันข้าม พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่า แบรนด์ยังพึ่งพาตัวบุคคลมากกว่าพรรค คะแนนบัญชีรายชื่อเดิมราว 1.1 ล้านเสียง การขยายกระแสจึงยากกว่า พรรคจึงต้องใช้ยุทธศาสตร์อื่นทดแทน
พรรคอันดับหนึ่ง : ชนะเลือกตั้ง แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้
บริบทการเมืองปัจจุบันทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ชนะเลือกตั้งไม่การันตีการเป็นรัฐบาล” อย่างเป็นรูปธรรม
แม้พรรคประชาชนมีแนวโน้มได้อันดับหนึ่ง แต่เผชิญภาวะโดดเดี่ยวจากเงื่อนไข “ไม่เอาพรรคส้ม” ของพรรคอื่น ส่งผลให้รวบรวมเสียงข้างมากได้ยาก
ยุทธศาสตร์คู่แข่งจึงกลายเป็นการ รวมพลังอันดับสอง–สาม โดยเฉพาะภูมิใจไทยและเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ผ่านการต่อรองอำนาจและการแบ่งปันตำแหน่ง ในเวลาเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งเริ่มเลือกเชิงยุทธศาสตร์—มอง “โอกาสตั้งรัฐบาลจริง” มากกว่า “ความถูกใจเชิงอุดมการณ์”
วาทกรรม “มีเราไม่มีเทา” กับแรงกดดันเชิงขั้ว
จุดยืน “มีเราไม่มีเทา” ของพรรคประชาชน เร่งแรงสั่นสะเทือนให้พรรคอื่นต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน
พรรคภูมิใจไทยตกอยู่ในภาวะลำบาก หากถูกจัดเข้ากลุ่ม “สีเทา” อาจเสียคะแนนจากผู้ต้องการการเมืองสะอาด ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศจุดยืนไม่เอาการเมืองสีเทา ยิ่งขยายวงแรงกดดันเชิงขั้ว
“บ้านใหญ่” ปะทะ “แบรนด์ส้ม”
- การเลือกตั้งครั้งนี้คือการปะทะของสองโมเดล
- พรรคประชาชน : พลังศรัทธามหาชนและแบรนด์พรรค (Air War)
ภูมิใจไทย–เพื่อไทย : ระบบจัดตั้ง บ้านใหญ่ และดีลอำนาจ (Ground War & Deal)
ภูมิใจไทยเลือกกวาดต้อนบ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นเพื่อชนะเขตให้มากที่สุด ขณะที่บทบาทกำนัน–ผู้ใหญ่บ้านและทรัพยากรรัฐยังสำคัญ ซึ่งโพลอาจสะท้อนได้ไม่ครบถ้วน
บทสรุป : เข้าเส้นชัยไม่เท่ากับได้ถ้วย
การเมืองไทยรอบนี้เหมือนการแข่งขันที่ รู้ผู้ชนะในสนาม แต่ยังไม่รู้ใครจะถือถ้วย เพราะกติกาไม่ได้วัดด้วยคะแนนเสียงอย่างเดียว
พรรคประชาชนอาจชนะด้วยจำนวนเสียง ขณะที่เพื่อไทยและภูมิใจไทยยังถือกุญแจจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขตัวประกันและปัจจัยภายนอกที่ยังล็อกเกมไว้
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ ใครได้อันดับหนึ่ง หากคือ ใครรวบรวมเสียงและผ่านด่านอำนาจที่มองไม่เห็นได้สำเร็จ มากกว่ากัน
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


