
อย่า ยี้ แย้ แย่
ยิ่งกว่ามหกรรมโอลิมปิก นั่นคือมหกรรมเก้าอี้ดนตรี วิ่งสู้ฟัดของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล
ยิ่งกว่ามหกรรมโอลิมปิก นั่นคือมหกรรมเก้าอี้ดนตรี วิ่งสู้ฟัดของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล
ช่วงต่อไปนี้ คือการเจรจา กดดัน แลกเปลี่ยน เก้าอี้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง โดยทุกพรรคต่างก็อยากได้กระทรวงเกรดเอ ที่มีงบประมาณมากๆ มีความสำคัญสูงๆ
เมื่อได้โควตาแต่ละกระทรวงแล้ว ในแต่ละพรรคก็ยังฝุ่นตลบ เนื่องจากบรรดานักการเมืองก็ต้องการนั่งเก้าอี้เสนาบดี
เพราะปัญหามันอยู่ที่เก้าอี้มีน้อย แต่คนอยากนั่งมีเยอะ ความชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้น
ไม่แปลกหรอกที่การเมืองไทยเป็นเช่นนี้
นักการเมืองส่วนใหญ่ เล่นการเมืองเพื่ออยากเป็นรัฐมนตรี
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีแรงถีบในหัวใจ ยามไม่มีก็อยากร่ำรวยมีเงินทอง เมื่อมีเงินทองก็อยากมีชื่อเสียง และเมื่อมีชื่อเสียงแล้วก็อยากไขว่คว้าหาอำนาจ
แล้วจะมีอาชีพใดตอบสนอง ทั้งเงิน ชื่อเสียง และอำนาจได้เท่ากับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกเล่า
นี่แหละ นักการเมืองถึงอยากเป็นรัฐมนตรี
และมันก็ไม่ผิดอีกเช่นกันที่จะเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ต้องตอบให้ได้ก็คือ ความสามารถและความเหมาะสมที่จะเป็นหรือไม่
แน่นอนนักการเมืองทุกคนต่างบอกว่า ตัวเองมีความสามารถเป็นได้ เพราะไม่มีเครื่องมือใดๆ มาวัดประสิทธิภาพ วัดเส้นหยักในสมอง หรืออัตราการคดโกงที่อยู่ในสายเลือดว่ามากหรือน้อย
แต่ทว่า เสียงสะท้อนจากสังคมนี่แหละ จะเป็นตัวชี้วัดความเหมาะสมของบรรดารัฐมนตรีได้ดี
ใครมาเป็นเสนาบดี แล้วบังเกิดเสียง ยี้ แย้ แย่ ดังขึ้น ขนาดที่ยังไม่ได้ทำอะไร ก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดี
เริ่มต้นก็ยี้แล้ว หากบริหารต่อไปอย่างมากก็เจ๊า แต่สุดท้ายมักจะเจ๊งในตอนจบ
คณะรัฐมนตรีชุดปู 1 จึงจำเป็นต้องจัดเรียงหน้าตาให้ดี
ลำพังคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งที่เกินครึ่ง เป็นเพียงก้าวแรกสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่การจะทำให้อายุรัฐบาลยืนยาว มีปัจจัยมากมาย โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นก็คือหน้าตาของบรรดารัฐมนตรีนี่แหละ
หากมีเสียงยี้ แย้ แย่ ว้า โว้ย ก็เหนื่อยแน่
นี่แหละ ถึงมีคำกล่าวเอาไว้ การเข้ามาถึงอำนาจว่ายากแล้ว
แต่การรักษาอำนาจมันยากเย็นกว่าเป็นไหนๆ







