
เดินต่ออย่างไร
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่คงต้องบันทึกความที่สุดมากมาย
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่คงต้องบันทึกความที่สุดมากมาย
นับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก
เป็นการเลือกตั้งอีกครั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างมากมายเกินระดับ 70% ขึ้นไป
และแน่นอน เป็นการเลือกตั้งอีกครั้งที่แสดงให้เห็นภาวะการเสียดสีของสังคมไทย ที่สะท้อนออกมาด้วยผลการเลือกตั้ง
พรรคเพื่อไทย คะแนนนำประชาธิปัตย์อย่างขาดลอย จากชัยชนะในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยฐานคะแนนสำคัญของ เพื่อไทย คือรากหญ้า
ขณะที่ ประชาธิปัตย์ กวาดที่นั่งยกภาคใต้ และชัยชนะใน กทม. ฐานคะแนนสำคัญคือ คนชั้นกลาง
นี่แหละ คือตัวอย่างภาวะเสียดสีระหว่างชนชั้นที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองกับสังคมชนบท
และมันไม่แปลกหรอกที่ประชาชนต่างกลุ่มจะรักชอบพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน
แต่ทว่าสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ ภายหลังการเลือกตั้งแล้ว อย่าให้ภาวะความเสียดสีคงอยู่ หรือขยายตัวออกไปอีก
ประเทศเราต้องการความปรองดอง สมานฉันท์ หนทางที่จะแก้ปัญหามีหลากหลาย แต่ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขไม่พ้นความเหลื่อมล้ำที่แฝงอยู่ในจิตใจทั้งด้าน สังคม และเศรษฐกิจ
หลังการเลือกตั้ง หลายๆ คนยังมีความคุกรุ่นอยู่ในใจ
แดง ฮึกเหิมจากชัยชนะ และอาจปรากฏพฤติกรรมบางอย่างที่เหมือนกับการเยาะเย้ย ถากถาง ขณะที่คนเมืองหลายคนยังคงทำใจยากกับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น
ภาวะเช่นนี้ คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ยกเว้นจะตั้งหลักซดกันอีกยก ทำศึกกันอีกครั้งเท่านั้น
แต่ทว่า การกระทำดังกล่าว มันจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไร
หนทางที่จะแก้ไขปัญหาต้องตั้งหลักกันให้ดี โดยไม่เพียงแต่ต้องอาศัยการออมชอม แต่ต้องอาศัยการต่อรองด้วย ทั้งการต่อรองทางการเมือง การต่อรองทางสังคม
นิรโทษกรรมเป็นหนึ่งตัวอย่างการต่อรองทางการเมือง ที่เมื่อมีการเสนอขึ้นมา ปรากฏว่าเสียงคัดค้านดังมากขึ้น จึงทำให้ต้องดึงวาระกลับไป
ลักษณะการต่อรองและการแสวงหาจุดที่พอดี พอจะรับกันไหว แม้จะคัดเคือง ไม่พอใจดังกล่าว จึงน่าจะเป็นหนทางเริ่มต้นในการแก้ปัญหาประเทศ โดยจะรีบร้อน หรือใส่อารมณ์กันไม่ได้
อย่าลืม แม้จะมีการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว แต่มันคงไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างฉับพลัน
ความเสี่ยงของประเทศยังมีอยู่ครบ และพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ







