
เฟด ทุ่มหมดหน้าตัก ศก.คืนชีพมืดแปดด้าน
เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ เมื่อ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ เมื่อ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ เมื่อ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นโพเดียมแถลงข่าวหลังการประชุมเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมแสดงจุดยืนที่เป็นไปตามที่เคยวิเคราะห์ไว้เช่นกันว่า ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างภาวะฟื้นตัวและชะลอตัว เฟดจะแสดงอาการลักลั่นอย่างเห็นได้ชัดว่า ควรที่จะต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่
ว่ากันด้วยเรื่องการขึ้นโพเดียมเป็นครั้งที่ 2 ของผู้ว่าการเฟด สามารถมองได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ธรรมดาในเวลาเดียวกัน
ที่ว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาเฟดตกเป็นที่ครหามาตลอดว่า เป็นองค์กรที่ไม่โปร่งใส เพราะมักเก็บงำรายละเอียดของการประชุมนานเกินไป กว่าจะเปิดเผยผลสรุปการประชุมมักจะล่วงเลยมานานนับเดือน อีกทั้งยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ มีเพียงสุนทรพจน์หรือการขึ้นให้การต่อรัฐสภาเป็นครั้งคราวของผู้ว่าการเฟด
การแถลงข่าวหลังการประชุม จึงมีจุดประสงค์เพื่อทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินโปร่งใสยิ่งขึ้น
ส่วนที่ว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดานั้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับการแถลงข่าวของกระทรวงและหน่วยงานหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และทำเนียบขาว การแถลงข่าวของหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงการคลัง มักไม่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนนัก ยิ่งเป็นธนาคารกลางสหรัฐด้วยแล้ว การเริ่มแถลงข่าวของเบอร์แนนคีทำให้ฉุกคิดได้หลายประการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามยกประเด็นเศรษฐกิจให้มีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของประเทศ
โดยสรุป คือ การแถลงข่าวก็เพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่า เฟดมีความโปร่งใสในการแก้ไขเศรษฐกิจ และในขณะเดียวเรื่องเศรษฐกิจก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่แพ้การก่อสงครามไปทั่วทุกสารทิศและการขจัดกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นวาระระดับชาติที่ผู้นำสหรัฐให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จนเหมือนจะเกินหน้าเกินตาปัญหาปากท้องและความมั่งคั่งของประเทศ
เหตุใดเฟดจึงต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้?
เหตุผลนั้นชัดเจนจากแถลงการณ์หลังการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 หรือ QE2 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิ.ย. หลังจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์อย่างสับสน ว่าควรหรือไม่ควรต่ออายุมาตรการ QE2 เป็นระยะที่ 3 หรือที่ 4 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
เฟดเองนั้นล้มเหลวและสับสนไม่แพ้กัน
เห็นได้จากการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุด ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะขยายตัวที่ 2.9% จากเดิมเมื่อเดือน เม.ย. ที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวที่ 3.3% และจากเดิมเมื่อเดือน ม.ค. คาดว่าจะโตถึง 3.9% ส่วนในปีนี้จะชะลอตัวลงเช่นกัน โดยจะอยู่ที่ 3.7% จากตัวเลขประเมินครั้งก่อนที่ 4%
ไม่แต่เท่านั้น อัตราว่างงานยังมีวี่แววรุนแรงขึ้น จากที่เคยคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 7.6% ในปีนี้ และ 7.9% ในปีหน้า กลับกลายเป็นว่าอาจสูงถึง 7.8% และ 8.2%
หลังจากกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ผ่านไปหลายเดือนพร้อมงบประมาณที่ลงทุนไปถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ปรากฏว่าเศรษฐกิจกลับชะลอตัวลงอย่างเหนือความคาดหมาย นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลงทุนสูงลิ่ว แต่ได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำยังจะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐสูงถึง 100% หรือเท่ากับมูลค่าของ GDP ภายในปี 2564 จากการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO)
ทั้งหมดนี้นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง เพราะไม่มีมาตรการกระตุ้นใด ที่จะทำให้เศรษฐกิจถดถอยได้ถึงเพียงนี้
เฟดยังแสดงอาการสับสนกับทิศทางเศรษฐกิจอย่างไม่ควรจะเป็น เพราะย่อมทราบดีว่าสาธารณชนต้องการเข็มทิศที่ไว้วางใจได้ ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นมาเป็นภาวะปกติ และยังต้องพบกับตัวเลขประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอีก
เบอร์แนนคี ยอมรับระหว่างการแถลงข่าวว่า “เราไม่มีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า เหตุใดภาวะชะลอตัวยังคงยืดเยื้อ อาจเป็นเพราะปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอในภาคการเงิน ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ดุลการชำระเงิน และการลดภาระหนี้ ปัจจัยหลักบางประการเหล่านี้อาจแข็งแกร่งหรือยืดเยื้อกว่าที่เราคิด”
หากเบอร์แนนคียังคิดได้เท่ากับที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินทั่วไปหรือสื่อมวลชน เห็นทีคงต้องเสียเวลาแถลงข่าวเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นกับสาธารณชนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
หากมองในด้านบวก สิ่งที่หลุดจากปากของเบอร์แนนคี เป็นเครื่องตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดแถลงการณ์เพื่อย้ำกับประชาชนว่า แม้เฟดจะสับสนและล้มเหลว แต่พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดเผยการปรับใช้นโยบายด้วยความโปร่งใส และยกระดับประเด็นเศรษฐกิจให้เทียบเท่ากับความมั่นคงของประเทศ
ปัญหาก็คือ ชาวอเมริกันและชาวโลกจะเห็นคล้อยตามความพยายามดังกล่าวหรือไม่
อย่างน้อยเฟดย้ำจุดยืนที่มั่นคงและรับประกันกับสาธารณชนได้ว่า หากเป็นสถานการณ์ปกติ เมื่อตกอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อเช่นนี้ จะต้องใช้วิธีลดดอกเบี้ยในทันที แต่ทำเช่นนั้นจะทำให้เงินเฟ้อกลายเป็นภัยใหญ่หลวง อีกประการหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ก็เฉียด 0% อยู่แล้ว ในสถานการณ์หลังพิงฝา จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตรึงดอกเบี้ยไปอีกหลายเดือน กับค้นหาต้นตอของภาวะอิหลักอิเหลื่อทางเศรษฐกิจให้ได้
“เฟดพร้อมที่จะใช้มาตรการเชิงปฏิบัติเพิ่มเติม หากเงื่อนไขพร้อมให้ทำเช่นนั้น”
คำยืนยันของเบอร์แนนคีอาจสั้นจนเกินไป แต่เป็นเพียงเท่านี้ที่เฟดทำได้ในช่วงเวลาที่มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์







