สัญญาณร้าย

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2554 เวลา 06:59 น.

โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

อะไรที่มันฝืนธรรมชาติ สุดท้ายก็ไปไม่รอด ตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นคือการตรึงราคาดีเซลไว้ลิตรละ 30 บาท

ปรากฏว่า น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินกองทุนน้ำมันฯ ก็เหือดแห้ง จนรัฐบาลปรับลดภาษีน้ำมัน เพื่อตรึงราคาให้พ้นเทศกาลเลือกตั้งไปก่อน

แต่ก็อีกนั่นแหละ เงินภาษีที่ลดลงไป ก็ยังเอาไม่อยู่

ล่าสุดคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติให้ลดการเรียกเก็บเงินจากการจำหน่ายน้ำมันดีเซลลงอีกลิตรละ 40 สตางค์ ทำให้การเรียกเก็บเงินจากการจำหน่ายน้ำมันดีเซลคงเหลือลิตรละ70 สตางค์เท่านั้น

ทั้งหมดก็เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไว้ไม่เกินลิตรละ30 บาท นั่นเอง

และสิ่งที่กำลังตามมาก็คือ เงินกองทุนน้ำมันฯ ทำท่าจะแย่ ด้วยเหตุที่ต้องไปตรึงสารพัด ทั้งก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม และน้ำมัน

ขณะนี้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยวันละ 41 ล้านบาท โดยเงินในกองทุนเหลือแค่ 345 ล้านบาท หรืออยู่กันไปได้อีก 8-9 วันเท่านั้น

สุดท้ายงานนี้ไม่พ้นจะต้องกู้เงินตรึงราคาอย่างแน่นอน

และคงไปซ้ำรอยประวัติศาสตร์เมื่อครั้งรัฐบาลไทยรักไทย ตรึงราคาน้ำมัน ทำให้กองทุนน้ำมันฯ เป็นหนี้สินเกือบแสนล้านบาท

พอถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็ตรึงราคาไม่แพ้กัน จนทำให้เงินกองทุนน้ำมันฯ ใกล้หมด ภาษีน้ำมันก็หดหาย สุดท้ายทำท่าจะเหลือไว้แต่หนี้ตัวโต

เฉพาะการตรึงน้ำมัน ยังสร้างภาระมหาศาล หากไปดูนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตามล้วนแต่ใช้เงินงบประมาณบานตะเกียง

ที่สุดของที่สุดก็คือ นโยบายประชานิยมเหล่านี้ ประชาชนคนไทยจะต้องกลายเป็นคนจ่ายเงินอยู่ดี

เพราะทุกพรรคการเมืองพิมพ์แบงก์เองไม่ได้ เงินที่ใช้จ่ายต้องมาจากภาษี ไม่ก็กู้หนี้ยืมสินมาทั้งนั้น

เท่ากับว่า นโยบายประชานิยมสมยอม เผลอๆ ชาวบ้านอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าที่ได้รับมาเสียด้วยซ้ำ เพราะต้องเสียทั้งเงินต้นเสียทั้งดอกเบี้ยบานจากประชานิยมก้อนโต

นักการเมือง มองเฉพาะการเลือกตั้งให้กลับเข้ามา แต่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ช่างหัวมัน

อนาคตจึงมีแต่เจ๊ง กับเจ๊งอย่างเดียว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ