posttoday

"ทองคำ" สื่อกลางที่ธรรมชาติสร้าง และมนุษย์ยอมรับเหนือกาลเวลา

17 มีนาคม 2569

ก่อนที่มนุษย์จะมีเงินตรา รัฐบาล หรือระบบเศรษฐกิจ “ทองคำ” มีอยู่แล้วบนโลกและได้รับการยอมรับจากทุกอารยธรรมมายาวนานกว่า 5,000 ปี ท่ามกลางสงคราม วิกฤตการเงิน และความผันผวนของโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าราคาทองคำจะไปถึงไหน แต่คือเหตุใดมนุษย์ทั้งโลกยังคงเชื่อมั่นไม่เสื่อมคลาย

KEY

POINTS

  • ก่อนที่มนุษย์จะมีเงินตรา รัฐบาล หรือระบบเศรษฐกิจ “ทองคำ” มีอยู่แล้วบนโลกและได้รับการยอมรับจากทุกอารยธรรมมายาวนานกว่า 5,000 ปี
  • ท่ามกลางสงคราม วิกฤตการเงิน และความผันผวนของโลก
  • คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าราคาทองคำจะไปถึงไหน แต่คือเหตุใดมนุษย์ทั้งโลกยังคงเชื่อมั่นไม่เสื่อมคลาย

ในโลกที่มนุษย์พยายามควบคุมทุกสิ่งด้วยกฎหมาย นโยบาย และอำนาจรัฐ มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่หลุดพ้นจากกรอบที่มนุษย์สร้างขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “ทองคำ” สินทรัพย์ที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบของชาติใด ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยกษัตริย์หรือรัฐบาล และไม่เคยมีใครเป็นเจ้าของสิทธิ์เหนือมัน

ทองคำเกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะรู้จักคำว่าเศรษฐกิจเสียอีก เกิดขึ้นจากการระเบิดของดาวฤกษ์มวลมหาศาลระดับซูเปอร์โนวา ที่ทำให้ธาตุเบาหลอมรวมกันจนกลายเป็นโลหะหนักที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดชนิดหนึ่งในจักรวาล นั่นหมายความว่า ทองคำมีจำกัดโดยธรรมชาติ และไม่มีเทคโนโลยีใดของมนุษย์สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้

ในแง่นี้ ทองคำจึงมีความคล้ายคลึงกับ Bitcoin อยู่ไม่น้อย ทั้งคู่ไม่มีรัฐควบคุม ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ตามอำเภอใจ และได้รับการยอมรับเพราะ “ความเชื่อร่วมกันของมนุษย์” ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ

แต่ความแตกต่างสำคัญคือ Bitcoin เพิ่งถือกำเนิดได้เพียง 15 ปี ขณะที่ทองคำมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี และถูกใช้เป็นสื่อกลางแห่งมูลค่ามาตั้งแต่ยุคอารยธรรมแรกเริ่มของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ โรม จีน อินเดีย หรือยุโรปยุคอาณานิคม ทุกอาณาจักรล้วนแสวงหาทองคำ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทุกชาติยอมรับโดยไม่ต้องทำสนธิสัญญาใดๆ

เมื่อมองผ่านหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายที่สุด อุปสงค์และอุปทาน ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบ อุปทานเพิ่มขึ้นเพียง 1.5–2% ต่อปี ขณะที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากธนาคารกลางที่ซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปีในช่วงหลัง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพราะแหล่งเหมืองใหม่มีคุณภาพลดลง และความต้องการจากภาคเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกัน ราคาทองคำจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลย้อนหลัง 50 ปีชี้ว่า ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7–8% ต่อปี และไม่เคยสูญเสียมูลค่าในระยะยาว แม้จะผ่านสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ

แต่ทองคำก็มีด้านที่นักลงทุนต้องตระหนัก เช่น ช่วงปี 2012–2015 ราคาทองคำปรับตัวลงกว่า 40% และในบางช่วงอาจเคลื่อนไหวแบบ sideway ยาวนาน อีกทั้งทองคำไม่สร้างกระแสเงินสดเหมือนหุ้นหรือพันธบัตร จึงต้องถือด้วยมุมมองระยะยาวและเข้าใจธรรมชาติของมันอย่างแท้จริง

หากต้องการมองอนาคตของทองคำอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การเดา เราต้องมองผ่าน “เส้นแนวโน้มทางทฤษฎี” ที่ประกอบด้วยสี่แรงสำคัญที่ทำงานร่วมกันอย่างเงียบงัน

  • แรงแรก คือ ทิศทางระยะยาวที่ผลักราคาขึ้นเฉลี่ยปีละ 6–8% ตามโครงสร้างอุปสงค์และอุปทาน
  • แรงที่สอง คือ ฤดูกาลของราคา ซึ่งมักแข็งแรงในช่วงดอกเบี้ยเริ่มลดลงหรือในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง
  • แรงที่สาม คือ วัฏจักรเศรษฐกิจใหญ่ เช่น วัฏจักรเงินเฟ้อ วัฏจักรดอกเบี้ย และวัฏจักรค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงผลักระยะกลางที่ทำให้ราคาเร่งขึ้นหรือชะลอลง

และแรงสุดท้าย คือ เหตุการณ์ไม่คาดคิด สงคราม วิกฤตการเงิน หรือการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาล ซึ่งมักดันราคาทองคำขึ้นเฉลี่ย 8–12% ต่อเหตุการณ์หนึ่ง

เมื่อรวมกัน แรงทั้งสี่นี้ทำให้ราคาทองคำมีเส้นทางที่ทั้งสม่ำเสมอและผันผวนในเวลาเดียวกัน เหมือนแม่น้ำที่มีทิศทางไหลลงสู่ทะเลอย่างมั่นคง แต่ก็มีฤดูกาล กระแสน้ำ และพายุที่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเป็นครั้งคราว

หากทุกอย่างยังคงเป็นเช่นเดิม โลกยังคงมีความไม่แน่นอน เศรษฐกิจยังมีวัฏจักร และมนุษย์ยังต้องการสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ทองคำก็จะยังคงทำหน้าที่เดิมต่อไปและอาจกลายเป็นตัวกลางแห่งมูลค่า ไม่ใช่แค่ของมนุษย์บนโลก แต่ของอารยธรรมใดก็ตามที่ต้องการความมั่นคงเหนือกาลเวลา

ทองคำจึงไม่ใช่สินทรัพย์ที่ต้องถือเพราะความกลัว แต่เป็นสินทรัพย์ที่มนุษย์ถือเพราะ “เหตุผล” เหตุผลที่ตั้งอยู่บนกฎธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้

บทความโดย : คุณวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

ข่าวล่าสุด

จากเงินเก็บ 5 หมื่น สู่เจ้าของ “Zuwala Hotel” ปลุกบางแสนไวรัลด้วยสไตล์มินิมอล