posttoday
รางวัลโนเบลกับความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิง

รางวัลโนเบลกับความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิง

17 พฤศจิกายน 2566

นักเศรษฐศาสตร์หญิงเจ๋งคว้ารางวัลโนเบล เผยจากประวัติศาสตร์ความเห็นด้านเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์จะถูกมองผ่านประสบการณ์ มุมมอง และแนวความคิดของเพศชายเป็นส่วนใหญ่

เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิงได้รับรางวัลโนเบลในปีนี้ และมีโอกาสได้แสดงมุมมอง และแนวความคิดที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ไปทั่วโลก ซึ่งโดยปกติแล้วจากประวัติศาสตร์ประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์จะถูกมองผ่านประสบการณ์ มุมมอง และแนวความคิดของเพศชายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้จากหลากหลายบริบท อาทิเช่น รางวัลโนเบล (Nobel Prize) ที่ได้มีการเริ่มมอบตั้งแต่ในปี 1969 จนถึงปัจจุบันที่มีการมอบรางวัลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 93 รางวัล พบว่ามีนักเศรษฐศาสตร์เพศชายถึง 90 ท่าน และมีเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิงที่ได้รับรางวัลดังกล่าว และมากกว่านั้นจากงานวิจัยของ Lundberg และ Stearns ในปี 2019 พบว่าจำนวนของนักศึกษาเพศหญิงที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ในช่วงปี 1998-2017 ในประเทศสหรัฐอเมริกามีเพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นเพศหญิงมักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกมาแสดงความคิดในเวทีสาธารณะ หรือเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากเท่าใดนัก
 

แม้ว่าหลายท่านอาจจะมองว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเพียงกับเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคารหรือตลาดเงิน-ตลาดทุน หรือเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้อ่านทุกท่าน ซึ่งในปัจจุบันเศรษฐศาสตร์ก็ได้ครอบคลุมไปถึงมุมมองและแนวคิดทางด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ แรงงาน การศึกษา การพัฒนา การลดความยากจน รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมทางด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านระดับการศึกษา ระดับรายได้ ภูมิศาสตร์ อาชีพ หรือเพศ เป็นต้น 

 

เพศหญิงกับเศรษฐศาสตร์
การแบ่งแยกและความเท่าเทียมทางด้านเพศ โดยเฉพาะการเพิ่มความเท่าเทียมให้กับเพศหญิงนั้นมักได้รับความสนใจ และยกเข้ามาเป็นกรณีศึกษาค่อนข้างมากในแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศที่มีต่อโอกาสในการจ้างงานและระดับรายได้ เหล่านี้ไม่เพียงส่งผลดีต่อระดับบุคคลแต่ยังส่งผลในวงกว้างต่อสังคมเช่นเดียวกัน ความเท่าเทียมดังกล่าวจะช่วยเปิดประตูแห่งโอกาส ทั้งอาชีพและอิสระทางการเงินให้กับแรงงานทุกคน มากไปกว่านั้นความเท่าเทียมยังช่วยให้ประสิทธิภาพผลรวมเชิงเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ ส่งผลดีต่อการจัดเก็บภาษีและคุณภาพของสวัสดิการทางสังคมในระยาวอีกด้วย

 

ในวันที่ 9 ตุลาคม 2023 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ศาสตราจารย์โกลดิน (Claudia Goldin) แห่งมหาวิทยาลัย Harvard เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้หญิงคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลโนเบล โดยจากประวัติของศาสตราจารย์โกลดิน ท่านเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำของคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดังกล่าวในปี 1989 และเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการหาความแตกต่างของเพศที่ส่งผลต่อระดับรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน (gender-wage gap) การศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของแรงงานหญิงตลอด 200 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนแนวโน้มของลักษณะงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ท่านได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการสร้างความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเพศหญิงที่มีต่อผลลัพธ์ในตลาดแรงงาน 

 

อย่างไรก็ดี ยังมีนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิงอีกสองท่าน ที่ได้รับรางวัลโนเบล โดยนักเศรษฐศาสตร์ผู้หญิงท่านแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็ต้องย้อนหลังไปถึงปี 2009 โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลเป็นคนแรกก็คือศาสตราจารย์ Elinor Ostrom ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะของกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สิน และนักเศรษฐศาสตร์ผู้หญิงคนที่สองที่ได้รับรางวัลโนเบลคือศาสตราจารย์ Esther Banerjee ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาและได้รับรางวัลดังกล่าวในปี 2019 ในประเด็นของการพัฒนาเครื่องมือทางการวิจัยที่ใช้ในการช่วยลดความยากจนในกลุ่มประเทศรายได้น้อย-ปานกลาง

 

กลับมาที่งานวิจัยของศาสตราจารย์โกลดิน งานวิจัยดังกล่าวได้อธิบายถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานย้อนกลับไปถึง 200 ปี และพยายามหาสาเหตุว่าเพราะเหตุใดช่องว่างของรายได้ระหว่างเพศชายและหญิงในประเทศรายได้สูงถึงไม่สามารถลดลงได้แม้ว่าเพศหญิงจะมีระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าเพศชายก็ตาม ซึ่งผลสรุปจากงานวิจัยของศาสตราจารย์โกลดินได้อธิบายไว้ว่าเพศหญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานช่วงแรกในยุคเกษตรกรรม หลังจากนั้นได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาเป็นการทำงานในโรงงานมากขึ้นและแรงงานเริ่มเข้ามาทำงานในภาคดังกล่าว ทำให้การมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงในอุตสาหกรรมดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากปัจจัยทางด้านลักษณะงานและความรับผิดชอบในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อความแตกต่างของระดับรายได้ของแรงงานเพศหญิงและชายอยู่พอสมควร

 

แต่บริบทดังกล่าวก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 1980 ที่มีการเติบโตของอุตสาหกรรมภาคการบริการ รวมไปถึงการพัฒนาการเข้าถึงระบบการศึกษาซึ่งโดยเฉลี่ยผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยทางระดับการศึกษาสูงกว่าผู้ชายในกรณีของประเทศที่มีรายได้สูง การตัดสินใจแต่งงานช้าลง รวมไปถึงการใช้ยาคุมกำเนิดที่ช่วยให้แรงงานหญิงสามารถวางแผนการทำงานและเพิ่มโอกาสในการทำงานได้มากขึ้น เหล่านี้เป็นเหตุผลหลักที่ช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ถึงอย่างไรก็ตามความแตกต่างทางรายได้ระหว่างเพศก็ยังไม่สามารถหมดไปได้ 

 

การศึกษาในอดีตในประเด็นความแตกต่างทางด้านเพศและระดับรายได้จะเป็นการอธิบายโดยสาเหตุของระดับการศึกษาและลักษณะอาชีพที่แตกต่างกัน แต่จากงานวิจัยของศาสตราจารย์โกลดินได้แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าผู้หญิงและผู้ชายจะประกอบอาชีพเดียวกันแต่รายได้มักจะแตกต่างกันและจะมากยิ่งขึ้นหากแรงงานหญิงได้ให้กำเนิดบุตรคนแรก โดยข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างทางรายได้จากความแตกต่างของเพศนั้นไม่ได้เกิดมาจากความแตกต่างทางชีวภาพ (biological difference) แต่จะเกิดจากความแตกต่างจากความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรที่จะมีมากกว่าในเพศหญิงและทำให้ไม่สามารถหารายได้จากกิจกรรมดังกล่าวได้ สะท้อนให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมทางรายได้จากความแตกต่างทางด้านเพศ หรือสิ่งที่เรียกว่า motherhood penalty หรือ price of being female นั้นเป็นเรื่องจริง 

 

ประเทศไทยและความแตกต่างทางด้านรายได้ระหว่างเพศ
สำหรับในบริบทของประเทศไทย ประเด็นของความไม่เท่าเทียมของค่าแรงจากความแตกต่างทางเพศนั้นไม่ได้มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญเหมือนในหลายประเทศ โดยจากงานวิจัยของธนาคารโลกในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าระดับรายได้รายชั่วโมงของแรงงานเพศหญิงโดยเฉลี่ยนั้นมีสูงกว่าแรงงานเพศชายถึงร้อยละ 1.5 โดยระดับรายได้ที่สูงกว่านี้อยู่ในทุกระดับรายได้ของแรงงานในประเทศไทย โดยปัจจัยที่ทำให้แรงงานหญิงมีระดับรายได้ที่เท่าเทียมกับแรงงานชายนั้นมาจากการเข้าถึงการศึกษาที่อยู่ในระดับสูงเท่าเทียมกัน แต่เมื่อพิจารณาบนสมมุติฐานที่แรงงานมีลักษณะและคุณสมบัติพื้นฐานที่เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นความแตกต่างทางด้านเพศเท่านั้น จากข้อมูลในช่วงปี 2012-17 ของประเทศไทย กลับพบว่าแรงงานเพศหญิงมีรายได้ขั้นต่ำที่น้อยกว่าแรงงานเพศชายถึงประมาณร้อยละ 6 เลยทีเดียว

 

จากรายงานของธนาคารโลกได้ให้เหตุผลในการเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมทางด้านรายได้ระหว่างเพศว่าเกิดจากสาเหตุหลักสามประการ อันได้แก่ ประการแรก ลักษณะของอุตสาหกรรมที่มีระดับค่าแรงต่ำของแรงงานหญิง ซึ่งพบว่าเกิดจากการที่แรงงานหญิงมีทางเลือกในการทำงานน้อยกว่าแรงงานเพศชาย โดยส่วนมากแรงงานหญิงจะปฏิบัติงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สุขภาพ การช่วยเหลือสังคม และการเกษตร เป็นต้น ซึ่งผลตอบแทนของอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่อยู่ในระดับต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่แรงงานชายส่วนใหญ่เข้าไปทำงาน เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง การขนส่ง และการเงินการธนาคาร เป็นต้น ประการที่สองคือ ผลกระทบจากการมีบุตร (parental penalties)

 

โดยผลกระทบดังกล่าวมักจะตกกับผู้ที่เป็นแม่มากกว่าคนที่เป็นพ่อ แต่จากงานวิจัยของศาสตราจารย์โกลดินก็ได้สรุปไว้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีบุตรของผู้เป็นแม่จะลดลงหลังจากที่บุตรได้เติบโตขึ้นในระดับหนึ่งและแรงงานหญิงนั้นสามารถกลับเข้ามาในตลาดแรงงานและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และประการสุดท้ายคือ ความยืดหยุ่นในการทำงานที่มากกว่าของแรงงานชาย โดยจากลักษณะของผู้ชายจะมีความยืดหยุ่นที่มีต่อลักษณะงานที่มากกว่าแรงงานหญิง อาทิเช่น ความแข็งแรงทางกายภาพ ความสามารถทางด้านการตัดสินใจ การปรับตัวต่อลักษณะงานและสถานที่ทำงาน ตลอดจนช่วงเวลาการทำงาน เป็นต้น 

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิงที่ได้ถูกกล่าวถึงและยกย่องไปทั่วโลก โดยเฉพาะจากความพยายามที่จะอธิบายแนวคิดใหม่ในประเด็นของความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จากความแตกต่างทางเพศ และผู้เขียนเองก็หวังว่าในอนาคตจะมีนักเศรษฐศาสตร์เพศหญิงที่มีความสามารถจำนวนมากขึ้นที่จะเข้ามาช่วยสร้างสรรค์และนำเสนอผลงานที่น่าสนใจให้แก่ทั่วโลกได้รับรู้และพัฒนาแวดวงการวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ต่อไป

 

โดย อ.ดร.กติกา ทิพยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ


 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน