
9 ทศวรรษประชาธิปไตยไทย ‘ทหาร-เจ้าสัว-นักการเมือง’ อุปถัมภ์ค้ำใคร?
10 ธันวา...หวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความเป็นประชาธิปไตยไทยที่วันนี้เดินทางมาแล้วกว่า 9 ทศวรรษ แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรที่ก่อตัวรวมกันดัวยพลเรือน ทหาร ตำรวจ
90 ปี จากวันที่ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ฝาหรั่งเรียกว่า Absolute Monarchy มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน เรามีรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญการปกครองมาแล้ว 20 ฉบับ มีคณะรัฐมนตรีมาและ 62 คณะ (ครม.ประยุทธ์ มี 2 คณะ) มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน แต่ทำไมทุกวันนี้ “ความเป็นประชาธิปไตยหาใช่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ไม่”
การเมืองไทยวันนี้อยู่ห้วงระหว่างการส่งผ่านจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่คำว่าประชาธิปไตยถูกนำมาใช้ในการออกมาต่อต้านอำนาจต่าง ๆ ของผู้ที่มีอำนาจใช้มันกดขี่คนไทยด้วยกันเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่หากมองและตั้งคำถามกลับไปว่า เรากำลังเรียกร้องประชาธิปไตยจริง ๆ ให้เกิดขึ้น หรือ ใช้ประชาธิปไตยมาทวงสิทธิที่ไม่ของตัวเองหรือไม่? โครงสร้างการเมืองตามทฤษฎีที่ถูกต้องทั้งตำราไทยตำรานอก มังกรเขี้ยวแก้วมิอาจก้าวล่วง แต่ ณ ปัจจุบัน โครงสร้างทางการเมืองไทย วันนี้...อาจเรียกได้ว่าถึงขั้น ‘อัปยศ’ เพราะเป้าหมายเดียวในการเข้าสู่สนามการเมืองของกลุ่มคนในปัจจุบัน คือ การเข้าสู่ ‘อำนาจ’ ในการบริหารบ้านบริหารเมือง
‘อำนาจ’ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ต้องอาศัยการแข่งขัน เพราะฉะนั้น “การแย่งอำนาจ เป็นสันดานดิบของมนุษย์” เมื่อก่อนยุคที่เป็นชนเผ่า ก็แย่งความเป็นผู้นำ พอเป็นนักเรียน ก็แย่งกันเป็นหัวหน้าห้อง ทำงานบริษัท แย่งกันเป็น MD พอมาเป็นพรรคการเมือง แย่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค พอรวมกลุ่มการเมือง หนีไม่พ้นการแย่งกันเป็นแกนนำ จะเห็นได้ว่า “ทุกระดับมีการเมืองเพื่อจะแย่งการนำ” นี่แค่ในฟากของประชาชน
‘การเมือง คือ การแย่งอำนาจ’ ทำไมถึงสรุปเช่นนี้ มังกรเขี้ยวแก้วจะแจกแจงเชิงวิชาการให้เห็นภาพชัดและเข้าใจฐานรากการเมืองที่แท้จริง ‘การเมือง’ มีหลายระดับชั้น ไล่เรียงจากในอดีต จะเห็นได้ว่า การแย่งอำนาจเริ่มต้นจาก ‘ขุนนาง’ แย่งอำนาจจาก ‘กษัตริย์’ ลำดับต่อมา ‘ทหาร’ แย่งอำนาจ ‘ขุนนาง’ ถัดมาดูเหมือนเศษหน่อย ‘ทหาร’ แย่งอำนาจกันเอง จนเป็นที่มาของคนอีกกลุ่มทนไม่ได้ จึงเกิด ‘นักการเมือง’ เข้าไปแย่งชิงอำนาจจาก ‘ทหาร’ และสุดท้ายคนที่แย่งอำนาจจากนักการเมือง ก็คือ ‘ทหาร’
คำถามก็คือว่า จะแย่งอำนาจกันไปทำไม?
คำตอบ : “แย่งไปเพื่ออำนาจในการจัดสรรทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีอยู่จำกัด"
แล้วข้ออ้างในการแย่งชิงอำนาจ คืออะไร? ย้อนกลับไป รัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ตอนนั้นทหารอ้างว่า “นักการเมืองทุจริต” รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทหารอ้างว่า “นักการเมืองทุจริต ทำบ้านเมืองแตกแยก” รัฐประหารครั้งล่าสุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทหารอ้างว่า “บ้านเมืองมีความแตกแยกประชาชนจะฆ่ากัน ส่อนองเลือด” และสุดท้ายวันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเผชิญอยู่ คือ นักการเมืองกำลังจะแย่งอำนาจจากทหารด้วยข้ออ้างที่ว่า “สกัดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ”
วันนี้การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ปลายสมัยรัฐบาลปัจจุบัน(ลุงตู่2) ผู้คุมการเมืองมีเพิ่มในโครงสร้าง นั่นคือ เจ้าสัวหรือนายทุน เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย เพราะยุคนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการเมืองที่ใช้เงินมากมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เอาง่ายๆ ค่าตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ที่กำลังจะลงสนามเลือกตั้งในปี 2566 นี้ เกรด A ค่าตัวอยู่ที่ 80 กิโลแล้ว ไหนจะเกมสกัดการดูดส.ส.บางพรรคที่สัญญาว่าจะให้โดยมีการจ่ายมัดจำ เพียงมาเซ็นชื่อ(สัญญาเงินกู้) แล้วรับกล้วยไป นี่ยังไม่รวมกล้วยจำนวนมหาศาลที่เป็นกล้วยวิเศษที่ช่วยให้ผู้นำรัฐบาลรอดวิบากกรรมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง คำถามคือต้องใช้เงินใช่หรือไม่? ประกอบกับเจ้าสัวบางคนเห็นผลประโยชน์มหาศาลจากวงการเมืองจากโครงการนโยบายรัฐ ก็อยากที่จะเข้าไปแย่งอำนาจนั้นเข้าไปบริหารเอง อยากเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเสียเอง เพราะเคยเจ็บกับนักการเมืองที่ไม่รักษาคำพูด แต่สุดท้ายนายทุนหรือเจ้าสัวก็มิอาจทำได้จึงทำผู้สนับสนุนรายใหญ่เท่านั้น เพื่อเป็นเสบียงกระสุนในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อกลับเข้าไปเป็เนรัฐบาล เป็นการเมืองอุปถัมภ์กันไปมาจริง ๆ
ประชาธิปไตยไทยที่จะก้าวไปสู่ปีที่ 91 ‘ทหาร-เจ้าสัว-นักการเมือง’ อุปถัมภ์ค้ำใครกันแน่ ย้อนดูจากประวัติศาสต์การเมืองในประเทศไทยที่แย่งอำนาจกันไปมา ไม่เห็นมี ‘ประชาชน’ เกี่ยวข้องอยู่เลย หรือนั่นคือคำตอบ
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายการเมืองนักประชาธิปไตย ไม่สนประชาชนว่าจะเป็นอย่างไร มีกินหรือไม่ เป็นอยู่อย่างไร เพราะต่างอ้างความเป็นประชาธิปไตยเพื่อกอดสิทธิใช้สิทธิที่ไม่ใช่ของตน ตั้งแรกอยู่แล้ว







