สงกรานต์ปีพ.ศ.2565 มาพร้อมกับเศรษฐกิจฝืด
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ
“สงกรานต์” แปลว่าการเข้าถึงหรือการก้าวผ่านเป็นเทศกาลที่สำคัญของภูมิภาคประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ “อุษาคเนย์” ที่ใช้ปีปฏิทินจุลศักราชกำหนดวันปีใหม่วันที่ 14 เมษายนเป็นวันมหาสงกรานต์ต่อเนื่องมาเป็นพันปี แต่เดิมวันปีใหม่ไทยไม่แน่นอนอยู่ในช่วงปลายมีนาคมถึงกลางเมษายนขึ้นอยู่กับการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ตกอยู่ในราศีเมษในวันใดก็กำหนดเป็นวันเปลี่ยนศักราชในวันนั้นทำให้มีความยุ่งยาก ต่อมารัฐบาลสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม (พ.ศ.2491) ได้กำหนดวันที่ 13 เมษายนเป็นวันสงกรานต์และเป็นวันหยุดราชการโดยก่อนหน้านั้นได้กำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันเปลี่ยนศักราชเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2483 สำหรับประเพณีรดน้ำพระและผู้ใหญ่ควบคู่กับการสาดน้ำมีแต่เมื่อใดไม่ทราบเพราะประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาร์, สปป.ลาว, กัมพูชา แม้แต่ชาวไทลื้อที่อยู่เมืองสิบสองปันนาในมณฑลยูนานอยู่ทางจีนตอนใต้ก็มีเทศกาลนี้เหมือนกันแต่ความอลังการสู้ไทยไม่ได้
สงกรานต์ปีพ.ศ.2565 นางสงกรานต์ชื่อ “กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑาทรงช้าง ทางโหราศาสตร์พยากรณ์ว่าพืชผลเกษตรไม่ค่อยดี น้ำน้อยคู่ไปกับน้ำมากแถมมีกิมิชาติหรือแมลงศัตรูพืชรบกวนทำให้ผลผลิตเสียหายมาก ภาวะบ้านเมืองและการเมืองจะวุ่นวายด้านเศรษฐกิจจะเสียหาย คำทำนายนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับบริบทการเมืองและเศรษฐกิจทั้งของโลกและไทยที่ทรุดตัวต่อเนื่องมา 2 ปี พอเข้าปีนี้โควิดโอมิครอนเล่นงานหนักแต่ละวันทั้งติดเชื้อและ ATK ขึ้นลงใกล้ห้าหมื่นรายต่อวันคาดว่าหลังหยุดเทศกาลยาวคงต้องลุ้นว่าจะระบาดหนักเท่าใด
นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนกระทบราคาพลังงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์กระทบโซ่อุปทานโลกในลักษณะ “Supply chain Disruption” ทำให้ต้นทุนการผลิตทั้งของภาคอุตสาหกรรมและเกษตร-ปศุสัตว์สูงส่งผลทำให้เงินเฟ้อ (ทั่วไป) เดือนมีนาคมพุ่งถึงร้อยละ 5.73 สูงสุดในรอบสิบกว่าปีโดยค่าเฉลี่ยไตรมาสแรกอยู่ที่ร้อยละ 4.75 คาดว่าการระบาดของโอมิครอนและสงครามรัสเซีย-ยูเครนคงยืดเยื้อและระดับราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ปีนี้อาจเห็นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์ฝืดกว่าหลายปีที่ผ่านมา จากบรรยากาศที่ไม่เอื้อทั้งสตางค์ไม่มีภาระหนี้สูงทั้งจากหนี้บ้าน-หนี้รถ-หนี้บัตรเครดิตโดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับโควิด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ายอดค่าใช้จ่ายช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 23,400 ล้านบาทหดตัวจากปีที่แล้วร้อยละ 2.5 ขณะที่ “บขส.” ระบุว่าจำนวนคนใช้รถโดยสารเชื่อมโยงจังหวัดต่างๆ อาจหายไปถึงร้อยละ 20 เศรษฐกิจหลังสงกรานต์อาจฝืดจากปัญหาสภาพคล่องทั้งหนี้ครัวเรือนและธุรกิจที่หนี้เข้าข่าย “NPL” รวมกันสูงถึง 5.2 แสนล้านบาท ขณะที่ปี ที่ผ่านมาธุรกิจ SME มีการปรับโครงสร้างหนี้และยืดหนี้กับสถาบันการเงินประมาณ 3.93 ล้านล้านบาท
ภาคเศรษฐกิจจริงหรือ “Real Sector” จากที่ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุว่าตลาดเงียบ ผู้ส่งออกช่วงไตรมาสแรกคำสั่งซื้อลดลงหรือชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนบางรายถึงยกเลิกออเดอร์ ขณะที่ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าขาดแคลนรุนแรงและค่าระวางเรือสูง ปัญหาของผู้ประกอบการคือต้นทุนวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปรวมถึงปัจจัยการผลิตทะยอยปรับราคาจนอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนและจำเป็นต้องผลักภาระไปสู่ผู้บริโภคตรงนี้กระทรวงพาณิชย์คงต้องรับมือให้ดี
ด้านท่องเที่ยวถึงจะมีแผนเปิดประเทศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นดีเดย์วันที่ 1 ก.ค. แต่โรคและการติดเชื้อไม่ได้หายไปไหนเห็นได้ชัดคือจีนประกาศปิดเมืองสำคัญ เช่น นครเซี่ยงไฮ้แบบไม่มีกำหนด วิบากกรรมของภาคท่องเที่ยวนอกจากปัจจัยเศรษฐกิจหดตัวจากโควิดแถมเจอวิกฤตสงครามยูเครนรวมถึงวิกฤตพลังงานที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว สะท้อนจากช่วงไตรมาสแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพียง 4.44 แสนคน เทียบจากก่อนโควิดระบาดลดหายไปถึงร้อยละ 95 ด้านรายได้ 3.417 หมื่นล้านบาทหายไปร้อยละ 93.2 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยปรับเป้าทางบวกคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 10 ล้านคนจากก่อนโควิดมีประมาณ 39.89 ล้านคน ตัวเลขยังห่างไกลกันมากภาคท่องเที่ยวคงไม่ได้ฟื้นได้ง่ายๆ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบอย่ามองเพียงแค่โลกสวยหรือ “ปั้นฝัน”ต้องเตรียมแผนรับมือระยะยาวให้ดีเพราะเกี่ยวข้องกับสถานประกอบการและแรงงานจำนวนมาก
จากที่กล่าวเศรษฐกิจหลังสงกรานต์ซึ่งหมายถึงไตรมาส 2 อาจไม่รุ่งอย่างที่คาดหวังจากเหตุปัจจัยภายนอกที่รุมล้อมเข้ามาเป็นเหตุให้ธนาคารโลกหรือ “ World Bank” ต้นเมษายนปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยจากก่อนหน้าคาดว่าขยายตัวร้อยละ 3.9 ปรับลดเหลือร้อยละ 2.9 จากค่าเฉลี่ยในประเทศเอเชียแปซิฟิกที่ขยายตัวได้ ร้อยละ 5 สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทยและค่าเฉลี่ยประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยต่างๆ ที่ประเมินว่าจีดีพีปีพ.ศ.2565 อาจขยายตัวได้ร้อยละ 3.0 จากเดิมคาดว่าอาจสูงถึงร้อยละ 4.0-4.5
ประเด็นคือเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนจะเพิ่มความซับซ้อนมีตัวแปรเข้ามามากมายต้องการเห็นนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนว่าจะแก้กันอย่างไร, ต้องการใช้เงินเท่าใด, ต้องทำเป็นแผนให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้างจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เมื่อใด โดยต้องทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านพร้อมทั้งชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบสามารถตอบคำถามได้ไม่ใช่ทำหน้ายักษ์ใส่เพราะประเทศไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่ผ่านมามีเพียง 10 มาตราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งช่วยด้านค่าใช้จ่ายของประชาชนซึ่งก็ดีช่วยได้บ้างแต่ไม่ได้แก้ที่โครงสร้าง ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ประชาชน-ผู้ใช้แรงงานรวมถึงผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME และรายย่อยเดือดร้อนหนักทั้งด้านรายได้ที่จะมาจับจ่ายใช้สอยและหนี้ที่รุมเร้าไม่รู้ทางออกอยู่ตรงไหน ต้องการเห็นคนที่รับผิดชอบบ้านเมืองออกมาแก้ปัญหาแม้แต่อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านออกมาเสนอแนะก็ยังไปแก้ต่างว่าไม่จริงเศรษฐกิจยังไปได้ดี
ปัญหาของชาติไม่ใช่แค่แก้ “หวยล็อตเตอรี่” ขายแพงเพราะคนซื้อมีหลายทอดรับมาแพงก็ต้องขายแพง ประเด็นคลิปคนดังใกล้ชิดนายกฯที่หลุดออกมาคาใจชาวบ้านต้องเคลียร์ให้ชัด แม้แต่เรื่องเล็กๆ คดีคุณแตงโมล่วงมาเดือนครึ่งยังไม่เคลียร์จนทำให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยในโซเชียล เอาว่าหลังสงกรานต์เที่ยวให้สนุก-เดินทางปลอดภัยและปลอดจากโควิด กลับมาเตรียมเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่ไปตรงไหนเห็นแต่ป้ายเต็มเมืองไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเลือกใครดี...สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ


