
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (24)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
*******************
พรหมลิขิตนี้คือ “อุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง” ที่แต่ละคนมีร่วมกัน
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เกิดก่อนป๋าเปรม 9 ปี แต่เกิดในแผ่นดินเดียวกัน คือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เกิดวันพฤหัสที่ 20 เมษายน พ.ศ.2454 ในเรือที่จอดอยู่หน้าวัดบางปูน ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ป๋าเปรมเกิดวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทั้งสองท่านเป็นลูกข้าราชการผู้ใหญ่ เพียงแต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นหม่อมราชวงศ์ แต่กระนั้นทั้งสองท่านก็มี “ความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง” ต่อพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 และ “ความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง” นี่แหละที่เป็น “พรหมลิขิต” นำคนทั้งสองให้ได้มาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองร่วมกัน นั่นก็คือการส่งเสริมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทั้งสองคนเทิดทูนยิ่ง
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นรักพระเจ้าอยู่หัวจนถึงขั้นที่นักวิเคราะห์วิจารณ์เรียกท่านว่า “คนคลั่งกษัตริย์” ซึ่งส่วนตัวของผมที่ได้ทำงานและรับใช้ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ช่วงหนึ่งก็รับรู้ได้ถึงสิ่งนี้ เพราะเพียงแค่พูดอะไรที่ไม่ดีต่อพระองค์ท่าน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะเอ็ดจนถึงขั้นเตือนว่าออกมาเป็นชุด หรือแม้แต่มีคนที่คิดจะนำเรื่องที่คนติฉินนินทาพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะไม่สนใจและบอกว่าไม่อยากฟัง และถ้าสนิทกันท่านก็จะดุด่าออกมาเสมอ แต่ถ้าใครมากล่าวชมพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็จะตั้งใจฟังด้วยความสุข ทั้งยังให้ศีลให้พรให้ผู้พูดนี้นได้รับแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต
ในหนังสือเรื่อง “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” ที่วิมลพรรณ ปิตะธวัชชัย ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติยศแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยได้ออกเผยแพร่ครั้งแรกในวาระการเฉลิมฉลองชาตกาล 100 ปี ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ พ.ศ.2554 ซึ่งในปีนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ขององค์การสหประชาชาติ อีกด้วย แม้ว่าวิมลพรรณจะไม่ได้ระบุตรง ๆ ว่า เขียนขึ้นเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีความแนบแน่นกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มากเพียงใด แต่หลายคนที่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ไปตลอดทั้ง 3 เล่ม ก็จะพบความสัมพันธ์ของบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปกป้องและเทิดทูนพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นอย่างสุดชีวิต ซึ่งก็มีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ด้วยคนหนึ่ง โดยเฉพาะในตอนที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ถูกคณะผู้ปกครองประเทศในบางยุคสมัย “รังแก” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้แสดงบทบาทที่ตนเองมีตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในบ้านเมืองปกป้องอย่างเต็มกำลัง
สำหรับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่คนทั่วไปเรียกอย่างคุ้นเคยว่า “ป๋าเปรม” จะด้วยความบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ที่มีชื่อไปสอดคล้องกับ “คุณเปรม” ในนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ซึ่งในตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเรื่องสี่แผ่นดินใน พ.ศ. 2493ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังไม่น่าจะได้รู้จักกับป๋าเปรม เพราะป๋าเปรมรับราชการอยู่ต่างจังหวัดมาโดยตลอด โดยในตอนสงครามอินโดจีนกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ประจำอยู่ในกองทัพพายัพทางภาคเหนือ พอจบสงครามแล้วก็ประจำอยู่ที่กรมทหารที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ตอนนั้นก็ยังมียศไม่เกินร้อยเอก พอ พ.ศ. 2495 ก็ได้เป็นผู้บังคับกองพัน และได้ทุนไปเรียนวิชาการด้านยานเกราะ(รถถัง)ที่สหรัฐอเมริกา
กลับมาก็ไปประจำอยู่กองพลทหารม้ายานเกราะที่สระบุรี จนมียศเป็นพลตรีใน พ.ศ. 2511 และเป็นพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ใน พ.ศ. 2516 แล้วขึ้นเป็นพลเอกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกใน พ.ศ. 2520 ภายหลังการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 (ไล่รัฐบาลหอยของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ทหารตั้งขึ้นเองนั่นแหละ) ก่อนที่จะข้ามขั้นไม่ต้องเป็นรองผู้บัญชาการ แต่เป็นผู้บัญชาการทหารบกทีเดียวเลย ใน พ.ศ. 2522 พร้อมกับที่ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปีเดียวกันนั้น (อ้อ ลืมบอกไปว่าป๋าเปรมมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองใน พ.ศ. 2502 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และในปี 2420 ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)
“ป๋าเปรม” ในกองทัพบก กับ “คุณเปรม” ในเรื่องสี่แผ่นดินมีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง หนึ่งก็คือ “รูปหล่อ” ซึ่งหลายคนก็คงเคยได้เห็นทั้งตัวจริงและรูปภาพของป๋าเปรมมาแล้ว ว่าท่านเป็นหนุ่มรูปหล่อแห่งยุคสมัยคนหนึ่ง (แม้จะคอเอียงนิด ๆ ก็ตาม) ส่วนคุณเปรมนั้นไม่มีตัวจริง แต่ด้วยในนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดินนั้นมีฐานะเป็นพระเอก ตามแนวนิยมของคอนิยายไทยก็ต้องเชื่อว่าต้องรูปหล่อมาก ๆ อย่างแน่นอน
และสองก็คือ มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นที่สุด โดยคุณเปรมได้รับใช้ใกล้ชิดเป็นถึงขุนนางชั้นพระยา แม้ว่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ต้อง “ดุล” เอาข้าราชการจำหนึ่งออกไป คุณเปรมก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกดุลออกไปด้วย ก็ไม่ได้น้อยใจ แต่ยิ่งเคารพเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้นพูดว่าไม่เพียงแต่จะเอาออกจากราชการ แม้แต่ชีวิตนี้ก็ถวายให้ได้ทั้งหมด ส่วนป๋าเปรมนั้นถวายงานอยู่ไม่ห่างพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ที่ทรงลงพื้นที่ในภาคอีสานเป็นครั้งแรก ๆ ราว พ.ศ. 2498 มาจนตลอดชีวิตราชการ จนได้เป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีในที่สุด
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านน่าจะรู้จักกับป๋าเปรมในช่วงหลังวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 เพราะป๋าเปรมที่ตอนนั้นเพิ่งได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับ “โปรดเกล้าฯ” ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยคนหนึ่ง
ในขณะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภานิติบัญญัติในครั้งนั้นด้วย โดยในยุคนั้นก็มีนายกรัฐมนตรีที่สื่อมวลชนสมัยนั้นเรียกว่า “นายกฯพระราชทาน” คือท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่มีข้อสังเกตว่า “กระแสฟ้ากำหนด” ในยุคนั้นมาแรงและมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ให้ “แม่พลอย” ได้มาเจอ “คุณเปรม” แต่ยังทำให้เมื่อคุณเปรมขึ้นบริหารประเทศ แม่พลอยก็ต้องเปลี่ยนฐานะเป็น “โอชิน” ผู้ที่ต้องคอยอุ้มคอยแบกคุณเปรมให้อยู่รอดปลอดภัยไปได้อย่างใจหายใจคว่ำ
ความสัมพันธ์อันพิสดารของผู้นำประเทศทั้งสองท่านนี้ส่งผลต่อความเป็นไปของประเทศไทยอยู่เกือบ 20 ปี ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านที่สนใจนำมาเล่าให้ฟังอีกสัก 2-3 ตอน
******************************







