posttoday

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่ห้า)

03 มีนาคม 2565

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

***********

ในการพิจารณาว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎลเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอำนาจในทางปฏิบัติแค่ไหนนั้น ในตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะพบความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆ

ด้วยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระมหากษัตริย์ทรงมีความ “อาวุโส” และ “ความเป็นผู้นำ” เพราะส่วนใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็น “พระอนุชา” หรือไม่ก็เป็นเสนาบดีที่เคยเป็นผู้อยู่ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์มาก่อน อีกทั้งพระมหากษัตริย์เป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน จัดตั้งกระทรวงทบวงกรมขึ้นและเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลที่พระองค์ทรงเห็นสมควรลงในตำแหน่งต่างๆ

ส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในช่วงต้นรัชกาล บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องมาแต่รัชกาลก่อน และมีความ “อาวุโส” กว่าพระองค์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางสามัญชน

ผู้เขียนได้กล่าวถึงกรณีกระทรวงมหาดไทยไปแล้วในตอนที่สาม ส่วนตอนที่สี่ ได้กล่าวถึงกระทรวงกลาโหม เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล พบว่าหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 12 วัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมแทนนายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระอนุชาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และเป็น “พระปิตุลา (อา)” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ขณะเดียวกัน แม้ว่า ในบรรดาพระเชษฐาอีกพระองค์หนึ่งนอกเหนือไปจากกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดชที่จบการศึกษาวิชาทหาร นั่นคือ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และในตอนที่แล้ว ผู้เขียนก็ได้ลองหาเหตุผลที่เป็นไปได้ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่ทรงแต่งตั้งกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็ลองตั้งข้อสงสัยว่า การที่ไม่ทรงตั้งพระอนุชาให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่าในแง่ของอาวุโสที่พระมหากษัตริย์มีศักดิ์เป็น “พี่” ของเสนาบดี แม้ว่าจะผู้เขียนจะลองหาเหตุผลต่อข้อสงสัยนี้ไปในตอนที่แล้ว แต่กระนั้น ก็อยากจะลองพิจารณาถึงพระอนุชาที่สำเร็จมาทางวิชาการทหาร และตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯจึงไม่ทรงแต่งตั้งพระอนุชาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

พระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็น “น้อง” ลำดับแรกคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มีศักดิ์เป็นพระอนุชา มีพระชนมายุอ่อนกว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯเพียง 4 เดือนเท่านั้น และเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ในปี พ.ศ. 2438 ขณะที่พระชันษาได้ 14 พรรษา เจ้าฟ้าสุขุมพันธ์ฯทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ หลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ 2 ปี ในตอนแรกได้ทรงเข้าร่วมสถานที่ประทับ และทรงรับการศึกษาร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ที่ตำบลแอสคอท มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ในสำนักของนายแบร์ซิล ทอมสัน และต่อมาในสำนักของ พันตรี ซี วี ฮูย์ม ที่ตำบลแคมเบอร์ลี มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ตามลำดับ ทรงศึกษาวิชาเบื้องต้นที่จะต้องทรงศึกษาพร้อมกับธรรมเนียมและกีฬาของชาวยุโรปนานถึง 2 ปี รวมทั้งพระองค์ได้ทดลองศึกษาภาษาเยอรมันดู ปรากฏว่าทรงภาษาได้ดีแม้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงศึกษาต่อในวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมนี

โดยที่พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ การจะเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่ามีการเรียนที่เข้มงวดและฝึกหัดภาคสนามหนักมากที่สุดของยุโรปเช่นนี้ จึงทำให้ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Kaiser Wilhelm 2) ก่อน และต้องได้รับหนังสือยินยอมจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

หลังจากที่ได้รับคำรับรองดังที่กล่าวแล้ว พระองค์จึงทรงย้ายจากประเทศอังกฤษ ไปเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นประถมเยอรมัน ที่เมืองปอร์ตสดัม (The Cadet School, Potsdam) เมื่อโรงเรียนจัดให้สอบและปิดภาคแล้ว บรรดาครู อาจารย์ และผู้บังคับการโรงเรียนจึงเห็นพ้องกันว่าทรงเรียนได้รวดเร็ว มีความจำเป็นเลิศเกินกว่านักเรียนนายร้อยชาวเยอรมันมาก จึงได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนชั้นอุนเตอร์ เซกุนเด้ (Unter Sekunde) โรงเรียนนายร้อยมัธยมคาเดต (Chief Cadet School) ที่เมืองโกรส ลิสเตอร์เฟลเด้ (Gross Lichterfelde) กรุงเบอร์ลินแทน

ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า ทำให้พระองค์เข้าร่วมในกิจกรรมตามหลักสูตรและเรียนทันพระสหายที่เรียนมาตามลำดับชั้นได้อย่างไม่บกพร่อง โดยสอบไล่ได้เป็น ปอตเอเปแฟนริช (Portepeef?hnrich) นักเรียนว่าที่นายร้อย และเข้าศึกษาในชั้นเซเลคต้า (Selekta) และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทรงจบการศึกษาสอบเป็นนายทหารด้วยคะแนนดีมาก ทรงได้พระราชทานยศ F?hnrich นายร้อยตรี ในปี พ.ศ. 2444 ในโอกาสนี้ กองทัพบกไทยได้ขอพระราชทานยศร้อยตรี กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ถวายแด่พระองค์ด้วย

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกเยอรมนี และเพื่อให้พระองค์มีโอกาสศึกษาประเพณีต่าง ๆ ในราชสำนักปรัสเซียอย่างใกล้ชิด สมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ จึงทรงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2443 ให้บรรจุพระองค์เข้าประจำกองร้อยที่ 11 กรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระนางเจ้าเอากุสต้า พระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงรับราชการอยู่นี้ ทรงเห็นว่าการศึกษาที่ผ่านมายังไม่พอกับที่จะทรงนำมาใช้ในประเทศ จึงทรงสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยการสงคราม (Academic of War)

ในช่วงที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการสงครามนั้น พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนยศเป็นนายร้อยโท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 และจบหลักสูตรในเดือนสิงหาคม ด้วยระดับคะแนนยอดเยี่ยม ทรงได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยการสงคราม ครีกล์ ซูเล่ (Kriegs Schule) แห่งเมืองคัสเซล (Kassel) และยังได้รับประกาศนียบัตรชมเชยเป็นพิเศษจากสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ เป็นพิเศษอีกด้วย

เมื่อถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2444 สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ ทรงลาพักและเสด็จกลับประเทศไทย จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2445 พระองค์จึงเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อประเทศเยอรมนีอีกครั้งหนึ่ง

ในการกลับมาทรงศึกษาในครั้งที่ 2 นี้ ก็เพื่อเร่งรัดให้ทรงเรียนวิชาการที่สำคัญ ๆ ให้เสร็จภายใน 1 ปี ทรงเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้

1.โรงเรียนแม่นปืน เมืองสะบันเดา หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพัน

2.โรงเรียนปืนใหญ่ เมืองยีเตอร์บอร์ด หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพล

3.วิทยาลัยการสงคราม หลักสูตรการยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตลอดจนร่วมสมทบการฝึกหัดนำทัพในสนามรบ

4. เข้าร่วมฟังการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน 1 ภาคการศึกษา เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การปกครอง ธรรมเนียมระหว่างประเทศ และวิธีปกครองอาณานิคม

ในระหว่างนั้นยังทรงเข้ารับราชการในกรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2446 เมื่อพระชันษาได้ 22 ปี ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก เมื่อรวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศแล้วนับว่านานมากถึง 9 ปี ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ จึงทรงลาออกจากตำแหน่งนายทหารกองทัพบกเยอรมนี และเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ ทูลลากลับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2446

จากที่กล่าวมาข้างต้น คุณสมบัติอันโดดเด่นด้านการทหารของเจ้าฟ้าสุขุมพันธ์น่าจะทำให้พระองค์อยู่ในสถานะของหนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขณะนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าฟ้าสุขุมพันธ์ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก

และยังไม่ทันครบปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงษ์วรเดช กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เนื่องจากทรงพระประชวร การขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแทนเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ก็มีความเป็นไปได้ว่า พระองค์อาจจะถูกวางตัวให้ขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในที่สุด

การแต่งตั้งเจ้าฟ้าสุขุมพันธ์ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงมีพระราชดำริว่า “... เห็นว่าส่วนการปกครองกรมยังหาเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ จะให้แต่ผู้รู้วิชาการเดินเรือจัดการปกครองทั่วไป ก็จะยังไม่เป็นการเรียบร้อยตลอดไปได้ จึงเห็นควรว่าจะให้มีผู้บัญชาการจัดการปกครองกรมให้ลงระเบียบเรียบร้อยราชการทหารเรือจึงจะดำเนินไปได้ เห็นว่าชายบริพัตรมีสติปัญญาแลความเพียรมั่นคงอยู่จึงตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ …..”

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่ห้า)

         กรมพระนครสวรรค์ฯ                   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ                             กรมหลวงชุมพรฯ

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ทรงแต่งตั้งให้เจ้าฟ้าสุขุมพันธ์เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ พระราชโอรสอีกพระองค์ที่มีพระชันษาแก่ว่าเจ้าฟ้าสุขุมพันธ์เพียง 1 ปี และจบวิชาการทหารเรือมาโดยตรง จบโรงเรียนปืนใหญ่และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอกและรวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษเป็นเวลาถึง 6 ปีเศษ กลับไม่ได้รับพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ แต่ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือและทรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ

เจ้าฟ้าสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือเป็นเวลาเกือบ 7 ปี (พ.ศ. 2447 - พ.ศ. 2453) จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พระองค์ก็ได้ทรงพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือไปพร้อมกับที่มีการแต่งตั้งกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดชเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมแทนเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯได้ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2453 – 18 มิถุนายน พ.ศ. 2463 และได้รับโปรดเกล้าฯให้กลับไปดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2463 จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2469

และจนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2469 เจ้าฟ้าสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์ฯถึงได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา 9 เดือนหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครองราชย์

และที่น่าสังเกตคือ กรมพระนครสวรรค์ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นหนึ่งในคณะอภิรัฐมนตรีสภาทันทีหลังสิ้นรัชกาลที่หก พร้อมๆกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ และ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯในขณะที่ทรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ กับกรมหลวงชุมพรฯในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปในตอนที่แล้ว) ที่น่าจะเป็นสาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่ทรงแต่งตั้งกรมหลวงชุมพรฯเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ยังมีข้อมูลอีกกระแสหนึ่งกล่าวว่า

“เมื่อแรกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยสิริราชสมบัตินั้น นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนนายเรือที่พระราชวังเดิม และจัดถวายพระกระยาหารค่ำ ทุกอย่างดำเนินไปโดยเรียบร้อย จนเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้วถึงได้เกิดเรื่องขึ้นมา เมื่อนักเรียนนายเรือหนุ่มบางคนไม่ระวังปาก พูดจาพาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทำนองล้อเลียนว่าพระเกศาบางบ้าง อวดว่าเจ้านายตนเก่งกว่าบ้าง พูดจากันเสียงดังไปหน่อย สันนิษฐานว่าเสียงลอยลมข้ามคลองวัดแจ้งไปถึงบ้านพระยานรฤทธิ์ราชหัช ความจึงทราบถึงพระเนตรพระกรรณ......

เรื่องนี้พวกทหารเรือเชื่อกันว่า น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในนายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ว่าอาจจะทรงคบคิดกับ นายพลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ชิงราชสมบัติ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวลือกันหนาหู เพราะเจ้าจอมมารดาโหมดและพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี พระชนนีในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตนั้นต่างก็สืบเชื้อสายสกุลบุนนาคมาด้วยกัน และเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง 6 เดือนก็ทรงปลดพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จากกองทัพเรือแบบสายฟ้าแลบ

เมื่อทรงถูกปลดจากราชการแล้ว เล่ากันในแวดวงทหารเรือว่า ข่าวลือทำท่าจะเป็นข่าวจริง แต่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระอาจารย์ทรงห้ามไว้ โดยเตือนสติว่า ‘ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อย่าไปขัดท่านเลย’ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จึงทรงได้สติ ถึงกับก้มลงกราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่ห้า)

                                                หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ขณะเดียวกัน จากเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯกับกรมหลวงชุมพรฯ ทั้งสองกรณี (กรณีแรกกล่าวไปในตอนที่แล้ว) ได้สร้างความสงสัยถึงสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงตัดสินพระราชหฤทัยปลดนายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ออกจากราชการทหารเรือ เพราะที่กล่าวไปนั้น เป็นความของฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ท่านอาจารย์วรชาติ มีชูบท ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ราชสำนักรัชกาลที่ 6 จึงทำการค้นคว้าเพื่อจะทราบความของอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โดยอาจารย์วรชาติ ได้ไปค้นจาก “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ของผู้ใช้นามแฝงว่า “ราม วชิราวุธ” แต่จะได้คำตอบครอบคลุมไปถึงการไม่ทรงแต่งตั้งกรมพระนครสวรรค์ฯเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมด้วยหรือไม่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่ห้า)

                                                    อาจารย์ วรชาติ มีชูบท

(แหล่งอ้างอิง: http://www.nrs.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/340; https://www.silpa-mag.com/history/article_31726)

ข่าวล่าสุด

นานาชาติหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์-อิหร่านยังคงขู่ตอบโต้