
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (21)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
*************
เมษาฮาวาย2524 บางคนอาจจะคิดว่าขบขัน แต่จริง ๆ นั้น “คับขัน” อย่างยิ่ง
เวลานั้นเป็นช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพิ่งครบรอบ 1 ปีของการเป็นนายกรัฐมนตรีมาได้ไม่ถึงเดือน (พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม2523) แต่ก็มีสัญญาณว่าทหารไม่ค่อยสามัคคีกันนัก โดยเฉพาะการทะเลาะเบาะแว้งกันในกลุ่มยังเติร์ก หรือนายทหารที่ควบคุมกำลังในระดับกองพัน ร่วมกับการที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเมื่อ1 ตุลาคม 2523 ต่อไปอีก 1 ปี ทำให้ พลเอกสัณห์ จิตปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบกไม่พอใจ เพราะไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก จึงได้ยอมรับเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ กระทำการประกาศยึดอำนาจในวันที่ 1 เมษายน2524
แต่ข่าวนี้ก็รั่วไหลไปถึงหู พลเอกเปรม เพราะมีแกนนำฝ่ายกบฏบางคนคาบเรื่องไปบอก พลเอกเปรม จึงเล็ดลอดออกจากบ้านสี่เสา เข้าไปที่พระตำหนักจิตลดารโหฐาน กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ค่ายทหารในกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีประกาศปลดบรรดาแกนนำกบฏเหล่านั้นออกจากตำแหน่ง ทำให้ทหารระดับล่างและข้าราชการในหลาย ๆ ภาคส่วนไม่กล้าให้ความร่วมมือ ที่สุดก็มีการเจรจาขอให้พวกกบฏเข้ามอบตัว
แต่แกนนำอย่าง พลเอกสัณห์ พันโมมนูญ รูปขจร ฯลฯ ได้หลบหนีออกจากประเทศไปได้ ที่สุดเหตุการณ์ก็จบลงในเช้าวันที่3เมษายน โดยมีผู้เสียชีวิตเพียง 3 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง และที่เรียกว่า “เมษาฮาวาย” ก็เพราะว่าวันที่ 1 เมษายนที่พวกกบฏคิดกระทำการนั้น ฝรั่งเรียกว่า “April Fool” ที่ฝรั่งจะเล่นตลกใส่กันเป็นที่เฮฮา คนไทยก็มาแปลว่า เมษาเฮฮาบ้าง เมษาฮาวายบ้าง แต่คำหลังนี้ติดปากมากที่สุด จึงเรียกให้จำง่าย ๆ กันต่อมาว่า “เมษาฮาวาย” ดังกล่าว
เช้าตรู่ประมาณเกือบ 6 โมง ในวันที่1 เมษายน 2524 ที่มีการกบฏ ผมที่นอนอยู่ในเรือนเล็ก ๆ ที่ในสวนใกล้เรือนทรงไทยซึ่งเป็นที่นอนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็ต้องตื่นขึ้นด้วยความตกใจจากที่ “พี่หละ” นายสละ ผดุงวรรณ พ่อบ้านของ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ มาเคาะประตูเรียกรัว ๆ บอกว่า “มีทหารโทรมาจะคุยกับคุณชาย” ผมก็ถามพี่หละว่าเขา(นายทหาร)บอกไหมว่าเรื่องอะไร พี่หละที่มีใบหน้าซีดอยู่แล้วนั้นก็ตอบด้วยใบหน้าที่ซีดลงกว่าเดิมว่า “เขาว่ามีปฏิวัติ นี่เขายังรอสายอยู่”
ผมถามต่อไปว่าเขาบอกชื่อไหม พี่หละบอกว่าชื่อ “พลโท ส.” (ขออนุญาตสงวนนาม) แล้วก็ให้พี่หละไปตอบสายไว้ก่อนว่าให้รอสักครู่ แล้วผมก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนของท่าน ซึ่งในเวลา 6 โมงเช้านั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะตื่นนอนแล้ว และก็จะชมข่าวโทรทัศน์ไปพร้อมๆ กับรับประทานน้ำชาที่พี่หละจะชงใส่กระติกน้ำร้อนวันตั้งแต่ตอนค่ำ พอผมขึ้นไปก็เห็นท่านจิบน้ำชาพร้อมกับชมข่าวโทรทัศน์อยู่เป็นปกติ ท่านก็ถามว่ามีอะไรหรือ ผมก็เรียนท่านไปตามที่พี่หละบอก ท่านก็บอกว่าจะลงไปเดี๋ยวนี้ (สมัยนั้นโทรศัพท์บ้านมีแบบไร้สายแล้ว แต่ที่บ้านสวนพลูยังไม่มีใช้) ผมกับพี่หละนั่งอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินแต่เสียงอือ อือ อือ จากปากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก่อนที่จะวางสายโดยใช้เวลาไม่ถึงนาที แล้วบอกพี่หละว่าไปเรียกพี่เชื่อม(คนขับรถคู่บุญของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์)มาเดี๋ยวนี้
พอพี่เชื่อมมาถึง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็บอกว่า “เชื่อมไปเตรียมรถนะ เอารถตู้ไปสองคัน ฉันกับหมาและพวกเรานั่งคันนึง อีกคันให้พี่หมู(คนขับรถอีกคนหนึ่ง)เอาของกินที่พอมีอยู่ในตู้เย็นที่ครัวหลังบ้าน กับถ้วยโถโอชามของใช้ที่จำเป็นขับตามไป สักแปดโมงจะออกจากบ้านไปเชียงใหม่” (ตอนนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กำลังปลูกบ้านที่ริมแม่น้ำปิง หรือที่คนทั้งหลายเรียกกันในชื่อ “บ้านริมปิง” ในจังหวัดเชียงใหม่ และมีกำหนดการไว้แล้วว่าจะไปขึ้นบ้านใหม่ในวันเกิดของท่าน วันที่ 20 เมษายน ปี 2524 นั้นอยู่แล้ว บ้านจึงพร้อมอยู่พอควร มีเครื่องนอนและติดเครื่องปรับอากาศเรียบร้อย เหลือแต่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่ท่านว่าจะไปหาซื้อให้ดูเป็นพื้นเมืองเข้ากับตัวบ้านต่อไป) ก่อนที่จะหันมาทางพี่หละว่า “หละให้แหลม(ลูกชายพี่หละที่มาช่วยทำงานที่บ้านสนพลู)ไปเตรียมเอาหมา(คือ “สามสี” และ “เสือใบ” 2 สุนัขสุดโปรดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์) และจัดเสื่อผ้าสัก 4-5 ชุดให้ฉันด้วย และหยูกยาข้าวของอื่น ๆ ให้ครบถ้วน” แล้วหันมาที่ผมบอกว่า “เจ๋งก็ไปจัดเสื้อผ้าข้าวของด้วย เดี๋ยว 8 โมงจะรีบไปเชียงใหม่”
ยังไม่ถึง 7 โมงครึ่งทุกคนรวมถึงตัวท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็พร้อมที่จะเดินทาง ก่อนออกเดินทางก็มีโทรศัพท์เข้ามาอีก ทีนี้บอกว่าเป็น ท.ส.(นายทหารคนสนิท)ของ พลเอกเปรม ผมไปรับสายก็ได้ยินเสียงทางโน้นถามมาว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นอย่างไรบ้าง พอรู้ว่ากำลังจะเดินทางไปเชียงใหม่ ก็บอกว่า “ดีแล้ว” พร้อมกับแนะนำเส้นทางว่า ให้ใช้ถนนสายเอเชียโดยตลอดไปจนถึงกำแพงเพชร แล้วต่อขึ้นไปตากและลำปางสู่เชียงใหม่ตามปกติ (ซึ่งมาทราบเหตุผลภายหลังว่า ถ้าใช้พหลโยธินก็จะต้องผ่านลพบุรี ที่มีทหารฝ่ายกบฏยึดที่นั่นไว้แล้ว และอาจจะถูกตรวจตราหรือจับกุมได้) ก่อนที่จะให้ผมไปบอกท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “ท่านนายกฯเปรมขอให้ท่านอาจารย์หม่อมเดินทางปลอดภัยครับ”
พวกเราเดินทางด้วยความสงบเงียบไม่ได้คุยอะไรกันเลย จนถึงปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ที่คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่เสมอทุกครั้งที่เดินทางขึ้นเชียงใหม่โดยรถยนตร์ ท่านก็พูดให้พวกเราซึ่งก็มีผมกับพี่หละ พี่เชื่อม และน้องแหลม กับสุนัขอีก 2 ตัว ว่า “นี่พวกเรากำลังจะเป็นลาวอพยพรู้ไหม” แล้วท่านก็หัวเราะเอิ้ก ๆ ก่อนที่จะรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
พวกเดินทางถึงเชียงใหม่ประมาณ 6 โมงเย็น ค่ำนั้นท่านให้พี่เชื่อมไปซื้อกับข้าวจากสวนอาหารแห่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยไปรับประทานบ่อย ๆ มารับประทานที่บ้าน แล้วทุกคนก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แม้กระทั่งตัวผมเองก็ลืมที่ได้รับปาก ท.ส.ของพลเอกเปรมไว้ว่า ถ้าถึงเชียงใหม่แล้วจะโทรแจ้งให้ทราบ
เช้าวันรุ่งขึ้นในวันที่ 2 เมษายน2524 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็ตื่นเช้าตามปกติ แล้วพี่หละก็เตรียมอาหารเช้าเสร็จตรงตามเวลา ในเวลา 8นาฬิกา เหมือนกับที่เคยทำที่บ้านสวนพลู เพราะท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นท่านไม่ได้รับประทานอะไรยุ่งยาก คือทานแบบฝรั่ง มีเบค่อนทอด ไข่ดาว น้ำส้ม กับกาแฟ เท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่จะตักอาหารเข้าปากก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น ผมก็ไปรับสายตามหน้าที่ ทางโน้นพูดมาว่า ท่านนายกเปรมฯต้องการเรียนสายกับท่านอจารย์คึกฤทธิ์ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สะดวกหรือไม่
พอดีโทรศัพท์ก็วางอยู่ข้าง ๆ โต๊ะอาหาร ผมจึงบอกกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านพยักหน้าอนุญาต จากนั้นเมื่อผมตอบโทรศัพท์ทางโน้นว่าท่านสะดวก ผมก็ยื่นโทรศัพท์ให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดโทรศัพท์(ความจริงคือฟังอย่างเดียว)กับพลเอกเปรมอยู่สัก 3 นาที โดยไม่ได้ถามคำถามอะไรออกไปสักคำ
พอวางสายแล้วก็หันมาพูดกับผมว่า “พระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่โคราชแล้ว ปลอดภัยดี”
******************************







