
รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
************
ประเด็นสำคัญทางการเมืองในสภาที่พูดกันมากในช่วงนี้คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 83 และมาตรา 91 และตามด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ( พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พรป.พรรคการเมือง ซึ่งมีทั้งหมด 10 ร่าง โดยจะพิจารณาวาระแรกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวเป็นนโยบายหาเสียงของบางพรรคการเมืองที่ประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้งแล้วว่า จะแก้ไขมาตราดังกล่าว แต่ก็มีอีกหลายพรรคการเมืองที่ประกาศเป็นนโยบายทีหลังเพราะคิดว่าวิธีการดังกล่าวทำให้ได้รับเลือกน้อยลง
ประเด็นสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 83 จากของเดิมในปัจจุบันที่เขียนไว้ว่า “ มาตรา 83 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน ดังนี้ (1) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนสามร้อยห้าสิบคน (2) สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน.......” ขอแก้เป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน รวม 500 คน จำนวนรวมเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนเฉพาะจำนวน ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อเท่านั้น และ ” มาตรา 91 การคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้รวม 5 ข้อ ซึ่งจะต้องเขียนกันใหม่
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 จะมีการเสนอแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ( พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญส่วนที่แก้ไข ส่วนจะมีการ “ยัดใส้” หรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไป
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทุกฉบับถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้เพราะเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ความคิดของคนก็เปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป หากมีความจำเป็น ก็สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้ การเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญบางอย่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องทำประชามติเสียก่อน เพื่อสอบถามประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความเห็นชอบผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 มาแล้วว่า สมควรจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่บางกรณี รัฐสภาก็พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมได้เลย
ผู้มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมมักจะเลือกให้จบในสภาไปเลยโดยไม่ต้องไปขอประชามติอีก อาจเห็นว่า มีกระบวนการยุ่งยากขึ้น อีกทั้งอาจมีปัจจัยเรื่องเวลาและงบประมาณประกอบด้วย ใช้เวลานานขึ้น บางประเด็น ส.ส.เห็นด้วยแต่ประชาชนอาจไม่เห็นด้วย
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านประเด็นที่ผู้แทนรัฐสภาจะแก้ไขเพิ่มเติม เพียงแต่ต้องการเล่าให้ผู้อ่านทราบว่า เหตุผลความจำเป็นการที่ได้อธิบายประกอบในมาตรา 83 และ 91 บอกชัดเจนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง คณะผู้ร่างทุกชุดไม่ใช่เขียนขึ้นตามอำเภอใจ แต่ต้องการหา “สิ่งที่ดีที่สุด” เท่าที่คิดได้ขณะนั้นให้กับประเทศชาติและประชาชนตามสภาพแวดล้อมข้างหน้าที่พอมองเห็น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับความมุ่งหมายของแต่ละส่วน แต่ละมาตราของรัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถหาดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือจัดพิมพ์โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร “เรื่อง “ ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 “
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 โดยรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “แยกลงคะแนนเลือกตั้ง” ส.ส.เป็นแบบ “บัตรคนละใบ” แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้ “บัตรใบเดียว” ในระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” เพื่อให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ให้ถูกทิ้งเสียเปล่า บัตรที่ถูกลงให้กับผู้สมัคร (ไม่ว่าผู้สมัครคนนั้นจะได้รับเลือกหรือไม่) จะนำไปรวมเป็นคะแนนของพรรคการเมือง ที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งพร้อมกับส่งรายชื่อนายกรัฐมนตรีประกอบกัน (มีคำอธิบายประกอบ 4 หน้าในหนังสือคำอธิบายประกอบ )
เมื่อพิจารณาถึงการเลือกตั้งก่อนปี 2562 พบว่า คะแนนของคนที่ไม่ได้รับเลือกไม่ว่าจะได้มากน้อยเพียงใด จะถูกทิ้งอย่างน่าเสียดาย แม้จะแพ้กันเพียงคะแนนเดียวก็ตาม แต่การเลือกตั้งในระบบใหม่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ทุกเสียงจะไม่ถูกทิ้งตามคำขวัญที่ว่า “ทุกคะแนนย่อมมีความหมาย” แม้คนที่เราเลือกไม่ได้รับเลือก แต่คะแนนก็ถูกนำไปนับเป็นของพรรคการเมืองนั้น ๆ ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยินดีไปลงคะแนนแม้ว่าคนที่ตนชอบอาจไม่ได้รับเลือก แต่คะแนนไม่ถูกทิ้ง เพราะถูกนำไปรวมให้พรรคที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ เป็นคะแนนพรรคที่ทำให้ได้พรรคนั้น
คล่องขึ้น ที่ผ่านมา เราจะพบเห็นเสมอที่ในการเลือกตั้งบางครั้ง ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่อยากไปใช้สิทธิเพราะรู้ว่าคนที่ตัวเองจะเลือกไม่มีทางได้รับเลือก แต่ถ้าตนไม่ไปลงคะแนนก็อาจเสียสิทธิด้านอื่น จึงไปออกเสียงเลือกตั้งแบบเซ็ง ๆ แต่ในระบบใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง “โหวตโน” ได้ หากประชาชนไม่ชอบผู้สมัครคนใดเลยก็โหวตโน คนที่ได้รับเลือกแต่คะแนนน้อยกว่าโหวตโน ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เพราะฉะนั้น เสียงของประชาชนจึงมีความหมาย และทำให้คนน่าจะออกไปใช้สิทธิมากขึ้นเพราะรู้ว่าเสียงของตนไม่ถูกทิ้ง
กระบวนการตามรัฐธรรมนูญปี 2560 นี้ไม่ยากเลย อาจปวดหัวบ้างระยะแรกเพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว ก็ทำได้สบาย ๆ
ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 28 ที่มีนักการเมืองบางกลุ่มพยายามขอแก้ไขนั้น เชื่อว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยที่ “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”
มาตรา 29 “ ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม “
สองมาตรานี้แทบไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเพราะมีความหมายอยู่ในตัวมันเองแล้ว การที่คณะผู้ร่าง ฯ ได้เขียนมาตรานี้ขึ้นเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองให้มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ จาก “นายทุน” “ ผู้มีอิทธิพล “ หรือ “อีแอบ” และ “ไอ้แอบ” ที่แอบอยู่ข้างหลัง ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบของบรรดานักการเมืองด้วยซ้ำ เพื่อจะมีเสรีเต็มที่ในการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ทำงานเพื่อนายทุน นายเงินที่แอบบงการอยู่ข้างหลัง
สมัยก่อน ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มักจะแอบสั่งการอยู่ข้างหลัง แต่ปัจจุบัน มีบางคนเปิดเผยตัวแสดงอาการควบคุม ครอบงำ ชี้นำ กันอย่างเต็มที่ ถ้าทำให้ถูกกฎหมายก็เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเสียเลย แบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่บางคนเป็นสมาชิกพรรคไม่ได้เพราะมีคุณสมบัติต้องห้ามทางกฎหมาย จึงแอบสั่งการเอง และคนในพรรคก็ยามรับการสั่งการนั้นเป็นเพราะอิทธิพลทางการเงินหรืออย่างอื่นใดก็ตาม
การเขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ นั้น คณะผู้เขียนไม่ว่าเป็นชุดใดก็ตามย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังในการเขียนแต่ละมาตราซึ่งสามารถอธิบายได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มนุษย์ทำขึ้น มนุษย์ก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้ ในตัวรัฐธรรมนูญเองก็มีบทว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรวมทั้งวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่าง ๆ ไว้ด้วย คณะผู้เขียนรัฐธรรมนูญทุกคณะพยายามมองไปข้างหน้าว่าประเทศจะเจออะไรบ้าง สถานการณ์แวดล้อมมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปอย่างไร จากนั้นจึงร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป หรือมีบางอย่างที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกลับเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและของประชาชน ก็ต้องนำมาให้ประชาชนออกเสียงว่าจะเห็นด้วยหรือไม่โดยการทำประชามติ
อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านประชามติด้วยเสียง 60 ต่อ 40 จากผู้มี่สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง การจะแก้ไขเพิ่มเติมอะไรควรเกรงใจประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยบ้าง ประชาชนอย่านอนหลับเพลินจนลูกจ้างที่จ้างไว้นอกจากไม่ทำงานให้สมกับค่าจ้างแล้ว ยังมาขโมยอำนาจของประชาชนไปจนแทบไม่เหลือ
***************







