
อภิปรายรัฐบาลโดยไม่ลงมติจบแล้ว....ประชาชนได้อะไร
คอลัมน์เศรษฐกิจรอบทิศ
ปิดฉากไปแล้วการอภิปรายของฝ่ายค้านตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญฉบับสุดซอยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ใช้เวลา 2 วัน (17-18 ก.พ.) เป็นเพียงแค่เปิดแผลข้อบกพร่องในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลแต่ด้วยกฎหมายล็อกไม่ให้มีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจทำได้แค่อัดรัฐบาลพอให้แสบๆ คันๆ ช่วงแรกอาจเป็นข่าวหลังจากนั้นไม่มีอะไรกลับไปทำงานอย่างเดิม ส่วนใครอภิปรายอย่างไรและรัฐบาลสามารถหักล้างได้ไหมต่างปัจเจกชนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วไม่ขอกล่าวในที่นี้
รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 การที่อยู่ยาวทำงานมากก็ย่อมมีแผลมากยิ่งอยู่นานคนเบื่อก็เพิ่มมากขึ้นเป็นสัจธรรมการเมือง อีกทั้งการเข้ามาอยู่ในจังหวะเศรษฐกิจไทยเริ่มอยู่ในขาลงทำอะไรก็ดูแย่ไปหมด ในช่วงปีที่ผ่านมาเจอกับวิกฤตซ้อนวิกฤตประดังกันเข้ามาซึ่งในอดีตไม่เคยมี ได้แก่ วิกฤตที่มาจากการระบาดของโควิด-19 ช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมารัฐบาลและประชาชนการ์ดตกประเมินสถานการณ์ผิดทำให้คุมการแพร่ระบาดไม่อยู่จนต้องล็อกดาวน์ปิดประเทศ เศรษฐกิจและธุรกิจจำนวนมากโดยเฉพาะท่องเที่ยวพังยับเยิน คนตกงาน-ว่างงานจำนวนมากจนถึงขณะนี้แรงงานประกันสังคมมาตรา 33 ยังหายไปถึง 5.931 แสนคนผู้ว่างงานจริงและแฝงรวมกันล้านเศษ พอถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีพ.ศ.2564 การเข้าถึงวัคซีนทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแต่พอมาเจอ “โอมิครอน” คนติดเชื้อจำนวนมากวันศุกร์ที่แล้วพุ่งถึง 18,066 คนทำให้เศรษฐกิจกลับมาซึม
วิกฤตที่ตามมาเกิดจากอุปสงค์และอุปทานพลังงานไม่สมดุลทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงทั่วโลก เปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กช่วงปลายปีที่ผ่านมา (30 ธ.ค. 64) อยู่ที่บาร์เรลละ 76.58 เหรียญสหรัฐ (USD.) วันศุกร์ที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ 91.11 USD. ปรับลดจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 94.4 USD. ราคาปรับตัวสูงขึ้น 14.53 USD. หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ขณะที่ราคาน้ำมันค้าปลีกหน้าปั้มเบนซินแก๊สโซฮอล 95 ในช่วง 49 วันสูงขึ้นลิตรละ 5 บาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.05 แต่ก่อนอภิปรายในรัฐสภาหนึ่งวันรัฐบาลตัดหน้าลดภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่งและปรับลดราคาดีเซลบี 5 ลง 2 บาททำให้ลดจุดบอดที่ฝ่ายค้านจะโจมตีได้ระดับหนึ่งแต่ก็ต้องแลกกับเงินภาษีที่หายไปเดือนละ 5,700 ล้านบาท
ผลข้างเคียงทำให้ระดับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคสูงขึ้นและถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหมูแต่ “ไม่หมู” คือราคาสุกรหน้าเขียงสูงขึ้นร้อยละ 25-30 จากปัญหาซัพพลายที่หายไปจากการติดเชื้ออหิวาต์พันธุ์แอฟริกาที่รัฐบาลเป็นจำเลยว่าดูแลไม่ดีหรืออาจไปเอื้อให้เอกชนบางรายกลายเป็นประเด็นถูกกล่าวหาว่าแก้ปัญหาไม่มีกึ๋นจนทำให้ “ของแพงขึ้นทั้งแผ่นดิน” ประเด็นนี้ต้องยกนิ้วให้กับส.ส.หญิงบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล “คุณศิริกัญญา ตันสกุล” เธอเชือดเฉือนแบบหวานๆ แต่ฟังแล้วสะดุ้งที่ต้องชมอีกคนหนึ่งคือคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ที่ชี้แจงแก้ต่างได้ดีเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อปีที่แล้วทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.23 อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศ พอเดือนมกราคมขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.25 ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับราคาพลังงานที่สูง เหตุผลสำคัญคือประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรและเป็นแหล่งผลิตอาหารระดับโลกเงินเฟ้อในรูปของดัชนีผู้บริโภค (CPI) จึงไม่สูงมากเหมือนกับในหลายประเทศที่พุ่งไปถึง 2 หลัก
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนยังคงทรุดตัวหรืออย่างดีก็ยังซึม มีเพียงธุรกิจและแรงงานที่อยู่ในโซ่อุปทานของภาคส่งออกและบางเซคเตอร์ที่ได้อานิสงส์จากโควิดที่ยังเติบโตได้ดี ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลเกี่ยวกับภาวะหนี้ประชาชนในรูปของหนี้ครัวเรือนช่วงมีนาคม พ.ศ.2563 ถึงไตรมาส 3 ปีที่แล้วประชาชนมีหนี้เพิ่มขึ้น 843,392 ล้านบาทหรือสูงขึ้นร้อยละ 6.24 ประชาชนกระเป๋าแห้งเป็นจุดอ่อนที่หาเหตุผลมาแก้ยาก
คำถามคือการอภิปรายแบบไม่ลงมติที่ผ่านมาประชาชนได้อะไรและความคาดหวังว่าจะนำประเด็นที่ได้ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไปปิดช่องว่างช่องโหว่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ขอเริ่มจากประการแรก อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่อาการง่อนแง่นเป็นทุนอยู่แล้วจากกรณีกลุ่มส.ส.ของคุณธรรมนัสฯ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเชียร์ฟากใด ตามมาด้วยการไม่ลงรอยในครม.และการเตะขากันเองของคนใน “พปชร.” ล่าสุดกลุ่มชลบุรีซึ่งเป็นทายาทของกำนันเป๊าะมีปัญหากับกลุ่มใกล้ชิดนายกฯ
ประการสอง ข้อกล่าวหาการดูดซื้อ-ขายส.ส.ของพรรคแกนหลักซึ่งหนุนบิ๊กตู่ซึ่งคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ออกมาแฉพร้อมทั้งลาออกกลางสภาเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้
ประการที่สาม ประเด็นเหมืองทองอัครา หนามหยอกอกของอดีตหัวหน้าคสช. ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 ปิดเหมืองของนักลงทุนต่างชาตินำไปสู่การฟ้องร้อง ทำให้ชาวบ้านทราบว่าการสู้คดีใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินถึง 700 ล้านบาทใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ฝ่ายค้านระบุว่าอาจแพ้คดีทำให้มีการแลกกับประทานบัตรที่ดินเนื้อที่สี่แสนไร่มากกว่าที่เคยยกเลิกไปหลายสิบเท่า ข้อเท็จจริงไม่ทราบหากไม่เป็นไปตามที่กล่าวหาในสภารัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจนเพราะประชาชนสับสนในเรื่องนี้มาก
ประการที่สี่ การอภิปายครั้งนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับสองของรัฐบาลลอยตัวจากปัญหาเพราะทุกอย่างพุ่งเป้าไปที่ตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้แต่เรื่องแก้ปัญหาโควิดก็นั่งหัวโต๊ะ “ศบค.” มีการเปรียบเปรยคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น “นางสีดา” ในมหากาพย์รามเกียรติ์ที่ทั้งพระรามซึ่งหมายถึงรัฐบาลก็เอาใจ ขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งถูกเปรียบเปรยเป็นทศกัณฐ์สมัยเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจับมือแต่งงานกับนางสีดาตั้งรัฐบาล อาจทำให้ถนนทุกสายมุ่งไปสู่พรรคภูมิใจไทยและคุณอนุทินฯ กลายเป็นแคนดิเดท นายกรัฐมนตรีคนต่อไป
การอภิปรายรัฐบาลตามมาตรา 152 ที่จบไปสดๆ ร้อนๆ โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ทำให้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังสามารถบริหารประเทศได้ต่อไปแต่จะอยู่ยาวแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้อมูลที่นำมาเขียนในบทความนี้ได้มาจากสื่อและการอภิปรายในสภาส่วนจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จประชาชนอย่างเราไม่ทราบแต่อย่างน้อยประชาชนก็คงได้อะไรมาบ้าง แต่เท่าที่ดูบรรยากาศดูเหมือนว่าอยู่ในช่วงเวลาใกล้จะเลือกตั้งเพราะเริ่มมีการช่วงชิงไหวพริบทุกจังหวะเป็นเรื่องการหาเสียงที่สำคัญเริ่มจะเห็นส.ส.และนักเลือกตั้งเริ่มมีการย้ายพรรคจับขั้วใหม่
สำหรับกระแสหวังจะให้มีการยุบสภาในเร็ววันนี้คงไม่ใช่ “บิ๊กตู่” แสดงทั้งภาษากายและการแสดงออกชัดเจนว่าจะอยู่ต่อเหมือนเพลง “ต้องสู้จึงชนะ” ซึ่งท่านนายกฯ ใช้เป็นสโลแกน หากย้อนรอยดูอดีตที่ผ่านมารัฐบาลไม่ว่าของไทยหรือต่างชาติที่มีแผลเต็มตัวจากการบริหารประเทศยาวๆ โดยเฉพาะในยุควิกฤต หากไม่ถึงทางตันจริงๆ จะไม่เลือกทางออกด้วยการลาออกหรือยุบสภาเนื่องจากโอกาสกลับมาเป็นเรื่องยาก หากประวิงเวลาออกไปให้ถึงกลางปี “โควิด” อาจจบหรือการติดเชื้อน้อยลงทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวและบาดแผลที่มีตกสะเก็ดไปหมดแล้วจะเป็นทุนใช้เป็นข้อได้เปรียบในการหาเสียงถึงตรงนั้นแล้วค่อยยุบสภาน่าจะดีกว่า....อย่างไรเสียอย่าสะดุดขาตัวเองล้มไปก่อนนะครับ
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat







