
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (20)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
*****************
ดูข่าวลุงตู่แล้วน่าเป็นห่วง แต่แกไม่พังเพราะสภาหรอก แต่ให้ระวังทหารด้วยกันเองนั่นแหละ
ในบางวันที่ใต้ถุนบ้านสวนพลู ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มักจะเล่าเรื่องการเมืองสมัยก่อนให้พวกเรา ลูกศิษย์ลูกหาและผู้มาเยี่ยมเยือนได้รับฟังอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งท่านเล่าถึงเรื่อง “รักสามเส้า” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเข้ากันได้กับการเมืองไทยในสมัยนี้ สมัยที่ไม่มีใครจะโค่นล้ม “ลุงตู่” นี้ได้
จอมพล ป. คือแกนนำคนหนึ่งของคณะราษฎร ที่มีอายุเพียง 35 ปี ในตอนที่ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2475 มียศเป็นพันตรี เรียกกันเต็ม ๆ ว่า พันตรีหลวงพิบูลสงคราม ตอนที่แกเกิดพ่อแม่สังเกตเห็นว่า หูของแกอยู่ต่ำกว่าปลายหางตา เลยตั้งชื่อว่า “แปลก” ที่พอคณะราษฎรล้มเลิกระบบราชทินนาม แกก็ย่อลงเหลือแค่ ป ปลา เป็นชื่อที่เก๋ไก๋ของแกดังกล่าว ที่แปลกกว่านั้นก็คือ แกเกิดที่บ้านในสวนผลไม้ที่ปากคลองบางเขน จังหวัดนนทบุรี จึงเรียกได้ว่าเป็น “ทหารบ้านนอก” ที่ในสมัยนั้นไม่มีใครเชื่อว่าจะได้มีอำนาจวาสนาเป็นถึงจอมพล เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนั้นได้มาด้วยการทำรัฐประหารแทบทั้งสิ้น
มีเรื่องเล่าว่า แกอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก ๆ พออายุ12 ปีก็ขอให้พ่อฝากเข้าเรียนเป็นทหาร พ่อก็ให้ญาติที่เป็นทหารอยู่แล้วที่กรุงเทพฯ (สมัยนั้นเรียกว่า “พระนคร”) วิ่งเต้นจนได้เข้าเรียนเป็นนักเรียนทหารฝึกหัด แล้วก็เข้าเรียนโรงเรียนนนายร้อย จปร. จนจบเป็นนายร้อยตรีตอนอายุ18 ปี นายแปลกเป็นคนเรียนเก่ง สอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นคนมีอัธยาศัยดี พอเรียนเสร็จเย็นวันศุกร์ก็ลงเรือเมล์กลับบ้านที่นนทบุรี แล้วพอบ่ายวันอาทิตย์ก็นั่งเรือเมล์นั้นมาเรียน แต่ไม่ได้มาตัวเปล่า เพราะมีตะกร้าและชะลอมใส่ผลไม้ เช่น กล้วยและมะพร้าว มาฝากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งพอขึ้นท่าที่เทเวสม์ ก็ต้องเรียกรถสามล้อรับจ้างหลายคันขนมาที่โรงเรียนนายร้อย ทำให้เป็นที่รักใคร่ของเพื่อน ๆ และผู้บังคับบัญชาทุกคน
พอติดยศร้อยโทก็ได้รับทุนไปเรียนหลักสูตรทหารปืนใหญ่ที่ฝรั่งเศส ทำให้ได้รู้จักกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ที่ได้รับทุนของกระทรวงยุติธรรมไปเรียนต่อทางด้านกฎหมายที่นั่น ร่วมกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศสและบางประเทศในยุโรปใกล้ ๆ กัน มีจำนวนราว 20 คน ซึ่งทั้งหมดนี้มีอุดมการณ์ร่วมกันเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครอง และได้ประชุมพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่เป็นประจำ จนกลับมารับราชการต่อที่ประเทศไทยก็ยังติดต่อกันอยู่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งทำการได้สำเร็จ ในวันที่24 มิถุนายน 2475 นั้น
แต่พอหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎรก็มีปัญหากับรัชกาลที่ 7 จนกระทั่งพระองค์ได้สละราชสมบัติใน พ.ศ. 2477 พระยาพหลพลพยุหเสนาที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะราษฎร และต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ที่สุดได้ลาออก แล้วหลวงพิบูลที่ตอนนี้มียศเป็นพันเอกแล้วก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2481 ประจวบเหมาะกับการเรียกร้องเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ พร้อมกับการที่หลวงพิบูลฯคิดจะเป็นมหาอำนาจในย่านอินโดจีน ทำให้เพิ่มพูนอำนาจตนเองขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้เป็นจอมพลด้วยอายุแค่45 ปี ในปีที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น แต่พอสิ้นสุดสงครามก็โดนข้อหาอาชญากรสงคราม จนต้องหลบไปเลียแผลใจอยู่บ้านกลางทุ่ง ที่ลำลูกกา ปทุมธานี จนถึง 9 มิถุนายน 2490 ก็มีเหตูการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 รัฐบาลที่เป็นลิ่วล้อของหลวงประดิษฐ์ฯไม่สามารคตอบคำถามสังคมได้ ที่สุดทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณ ก็ทำรัฐประหาร ไล่รัฐบาลออกไป แล้วให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะให้นายทหาร 4 คนพกปืนเข้าไปที่บ้านของนายควงแล้ว “จี้” บังคับให้ลาออก แล้วก็ไปเชิญจอมพล ป.ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี
การกลับมาของจอมพล ป.ในรอบหลังนี้ เป็นช่วงที่จอมพล ป.พยายามที่จะประนีประนอมอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ให้ลิ่วล้อกำจัดศัตรูทางการเมืองไปจำนวนมาก ทั้งที่วางแผนฆ่าอย่างเหี้ยมโหดในกรณีสังหาร 4 รัฐมนตรีใน พ.ศ. 2492 และจับเอาเข้าคุกไว้อีกจำนวนหนึ่ง จากการที่คนเหล่านั้นได้พยายามก่อการกบฏโค้นล้มรัฐบาล เช่น ในกรณีกบฏวังหลวง ที่มีหลวงประดิษฐ์ฯอยู่เบื้องหลัง และภายหลังจากกบฏคราวนั้นหลวงประดิษฐ์ฯ หรืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็ไม่ได้กลับประเทศไทยอีกเลย พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างรัฐตำรวจขึ้นมาคุ้มครองรัฐบาล โดยมีพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นผู้รับบัญชาและกำกับการในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็สร้างกองทัพให้แข็งแกร่ง โดยให้พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้ดำเนินการ
การเมืองที่เรียกว่า “รักสามเส้า” จึงเริ่มขึ้นในช่วงนี้ คือตั้งแต่หลังรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 ดังกล่าว คือจอมพล ป.นั้นเป็นเสมือนสามีที่ภรรยาสองคน คนหนึ่งคือนางเผ่า อีกคนหนึ่งคือนางสฤษดิ์ ทั้งสองคนมีอายุเท่ากันคือ 45 ปีใน พ.ศ. 2490 และแข่งยศแข่งวาสนากันเรื่อยมา นางเผ่านั้นเอาดีทางตำรวจ และมีตำแหน่งทาการเมืองเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย นางสฤษดิ์นั้นเอาดีในฝ่ายทหาร และมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม จอมพล ป. นั้นต้องนับว่าเป็นสามีที่ดีมาก ๆ เพราะได้แบ่งปันผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับภรรยาทั้งสองคนนั้นเป็นอย่างดี ว่ากันว่ากระทรวงมหาดไทยและตำรวจสมัยนั้น มีเอี่ยวกับเรื่องการค้าฝิ่น ที่เป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมายร้ายแรง แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สั่งการปราบปรามอะไร
ในขณะที่นางสฤษดิ์ได้ดูแลสำนักงานสลากกินแบ่ง ที่สร้างรายได้นอกในอย่างมหาศาลให้กับคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ภรรยาทั้งสองนี้มีพละกำลังสูสีกัน น่าเสียดายที่ภรรยาทั้งสองนี้ไม่ได้สามัคคีกัน ทั้งที่ด้วยแข่งบุญกันและกัน กับริษยากันและกัน ทำให้ “บ้านแตก” และนำมาซึ่งความหายนะของจอมพล ป. กับนางเผ่า ที่คิดว่าตนเองเป็นภรรยาหลวง
เรื่องบ้านแตกได้เกิดขึ้นในตอนที่มีการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 นางเผ่านั้นได้ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลการเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องนำพรรคเสรีมนังคศิลา ที่นางเผ่าจัดตั้งไว้ให้จอมพล ป. ให้ได้ ส.ส.เข้ามาเป็นจำนวนให้มากที่สุด และก็สามาระทำได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ด้วยวิธีการที่สื่อมวลชนในยุคนั้นเรียกว่า “สกปรกที่สุด” ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านประท้วงอย่างยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นบุกพังทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้นางสฤษดิ์ที่มีหน้าที่ต้องช่วยรักษาความมั่นคงให้กับรัฐบาลก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มีใจให้กับผู้ประท้วง ถึงขั้นที่ออกมารับจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกด้วยตนเอง จากนั้นก็นำไปให้รัฐบาล ซึ่งก็เท่ากับขับไล่ให้รัฐบาลออกไป เมื่อรัฐบาลไม่ลาออก ในวันที่ 16 กันยายน 2500 นางสฤษดิ์ หรือในยศทหารจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยึดอำนาจ และขับไล่รัฐบาลออกไป จอมพล ป. นั้นหนีไปทางกัมพูชา (ใครที่คิดว่าหนีไปอยู่กำพูชาแล้วจะปลอดภัย โปรดฟังเรื่องนี้ไว้) แล้วก็ไปสิ้นชีวิตที่ฝรั่งเศส ส่วนพลตำรวจเอกเผ่าหนีไปยุโรปและเสียชีวิตที่สวิสเซอร์แลนด์
เรื่องนี้อาจจะไม่เหมือน “ความรักของ 3 ป.” ที่พี่ใหญ่บอกว่าความตายเท่านั้นจะพรากพวกเขาไปได้ แต่ถ้าทหาร 3 พี่น้องนี้ได้กลับไปอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงการสิ้นสุดอำนาจของจอมพล ป.ให้ดี ๆ ดังที่มีนักวิชาการหลายคนได้วิเคราะห์ไว้ โดยเฉพาะที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ.2475 - 2500” ก็จะค้นพบคำตอบที่อาจจะทำให้พี่น้องทั้งสามนี้ไม่สบายใจ และอาจจะรีบแก้ปัญหา “ไม่อยู่” ให้ปัญหานั้นนำหายนะมาให้กับตนได้
หมองูตายเพราะงูฉันใด ประวัติศาสตร์บอกไว้ ทหารก็ตายด้วยทหารและคนที่คุมทหารฉันนั้น
******************************







