posttoday
เสียงจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย

เสียงจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย

10 กุมภาพันธ์ 2565

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

***************

โดยทั่วไป ผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงไม่เขียนอะไรที่เกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะการพาดพิงไปถึงผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพราะเห็นว่ามีการตรวจสอบทั้งในและนอกสภาอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ ผู้เขียนและเพื่อน ๆ ทนไม่ไหวจริง ๆ กับพฤติกรรมของผู้แทนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมทำหน้าที่ของตน ดังนั้น จึงขอใช้สิทธิของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย หรือ องค์อธิปัตย์ ส่งเสียงดัง ๆ ให้คนกลุ่มหนึ่งที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในสภา รู้ว่าประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย คิดอย่างไรกับพฤติกรรมของท่าน

รัฐธรรมนูญทุกฉบับระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ในสภาพที่เป็นจริง คนไทย 68 ล้านคนไม่สามารถไปรวมตัวเพื่อออกกฎหมายหรือบริหารประเทศได้ จึงต้องเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่คนกลุ่มหนึ่งให้ไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมายสำหรับปกครองประเทศ และให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายบริหาร บริหารประเทศตามกฎหมายที่ออก หากมีปัญหาว่าการกระทำหรือการปฏิบัตินั้นถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่อย่างไร ก็ให้ฝ่ายตุลาการตัดสิน หลักมันมีอยู่แค่นี้

ประเทศปกครองด้วยกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งออกกฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญ ว่าจะออกกฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ทำให้ประชาชนกินอยู่ดี

งานที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยมอบหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส.) ไปทำนั้น มีเพียงสองอย่างสำคัญคือ (1) ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน (2) ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งสภาได้ให้ความเห็นชอบทั้งตัวคนและนโยบายที่จะทำก่อนแล้ว

ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งเลือกคนเหล่านี้ไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันระหว่างเปิดสมัยประชุม ส.ส.เหล่านี้ไม่ได้ให้ทำงานฟรี แต่ประชาชนเสียภาษีจ่ายเงินเดือน ค่าใช้จ่ายอื่น ฯลฯ เดือนละหลายแสนบาทให้ ส.ส.หนึ่งคนได้ค่าอาหารและเครื่องดื่มวันละนับพันบาท สภาอำนวยความสะดวกในการเดินทางในประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร (สมัยก่อนเคยมีการให้คนอื่นใช้บัตรไปแทนก็มี) การไปดูงานในต่างประเทศ ( รายการนี้ไม่มีใครติดงานอื่น ทุกคนอยากไปทั้งนั้น ) และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งหมดใช้จ่ายจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น แลกกับทำไปทำหน้าที่ของ ส.ส.ในสภา เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ที่สำคัญคือ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แซงหน้าข้าราชการประจำที่ทำงานมาหลายปี ประธานคณะกรรมาธิการทุกชุดสามารถขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ทุกปี

ประชาชนไม่ได้เรียกร้อง อ้อนวอน ขอให้ท่านเป็นตัวแทนไปทำงานสำคัญของชาตินี้ แต่ท่านต่างหากที่เสนอตัวเป็นตัวแทนแข่งกับผู้สมัครคนอื่น เมือได้รับเลือกจากประชาชนผู้เป็นองค์อธิปัตย์แล้ว ก็ควรทำหน้าที่สนองความต้องการของประเทศชาติและประชาชน

ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยเกิดอาการเศร้าใจ เมื่อ ส.ส.กลุ่มหนึ่งไม่ยอมเข้าห้องประชุมเพื่อทำหน้าที่ที่ประชาชนได้มอบหมาย เพราะมัวแต่เล่นการเมือง ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาบอกกับสื่อมวลชนว่า ที่ไม่เข้าประชุมเพราะตั้งใจที่จะให้สภาล่มเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกหรือยุบสภาเลือกตั้งใหม่ สื่อรายงานต่อไปว่า ส.ส.กลุ่มนี้หลายคนไปอยู่ในห้องประชุมแล้ว แต่คอยนับดูว่าจะมี ส.ส.มาประชุมเท่าไร ถ้าพวกตนงดแสดงตนแล้วสภาล่ม ก็จะทำ ฯลฯ สภาล่มจึงเกิดขึ้นซ้ำซาก ( 16 ครั้งในปี 2564 และปี 2565 ) ก่อนนี้ สภาล่มอาจเป็นด้วยเหตุผลอื่น แต่เมื่อปลายปี 2564 และต้นปี 2565 ซึ่งเพิ่งผ่านไปเดือนกว่า สภาล่มไปแล้ว 2 ครั้ง นั้น ล่มเพราะ ส.ส.ฝ่ายค้านจงใจให้ล่ม

เห็นภาพ ส.ส.บางคนให้สัมภาษณ์อย่างภูมิใจและสะใจว่า เป็นฝีมือของพวกตนที่ทำให้สภาล่ม และอ้างเหตุผลเดียวคือ ต้องการล้มรัฐบาลประยุทธ์ หรือให้รัฐบาลประยุทธ์ทำงานต่อไม่ได้ เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเลือกตั้งใหม่

เป็นตรรกะที่รับไม่ได้จริง ๆ นอกจากรับไม่ได้แล้ว เพื่อนฝูงบางคนฟังแล้วยังทำคอขย้อนอีกด้วย

แม้แต่คอลัมนิสต์บางรายที่เคยเป็นกองเชียร์ฝ่ายค้านและด่ารัฐบาลลุงตู่เป็นประจำ ยังไม่กล้าเชียร์ฝ่ายค้านในกรณีนี้ โดยเสนอแนะว่า หากอยากล้มรัฐบาลลุงตู่จริง ๆ ก็ควรไปทำตามกระบวนการของสภาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แสดงว่ากองเชียร์ก็เชียร์ไม่ไหวกับพฤติกรรมล่มสภาของฝ่ายค้าน ซึ่งประชาชนรับไม่ได้

ได้รับการบอกเล่าว่า เพื่อน ส.ส.หลายคนในพรรคไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าที่จะค้าน จริง ๆ แล้ว ส.ส.ส่วนใหญ่อยากอยู่ครบเทอมสี่ปี เพราะไม่มีอะไรที่จะเหนื่อยและหนักเท่ากับการหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตะเวนหาเสียงทั้งวันและกว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว แม้มีหัวคะแนนก็ต้องออกหาเสียง นอกจากเมื่อยขา เมื่อยปากแล้ว ยังเมื่อยมือเพราะต้องยกมือไหว้ตลอดเวลาแทบไม่ได้เอามือลง ที่หนักก็คือต้องจ่ายมากที่สุด แม้กฎหมายห้ามไม่ให้ทำในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ต้องแอบทำไม่ให้ถูกจับได้ และทุกอย่างต้องใช้จ่ายเงินทั้งนั้น เมื่อได้รับเลือกมาแล้วก็อยากอยู่ในครบ 4 ปี

หากฝ่ายค้านต้องการล้มรัฐบาล รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายค้านสามารถกระทำได้อยู่แล้วหากเห็นว่า รัฐบาลบริหารงานผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชน ด้วยการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยมีการลงมติ หรือไม่ผ่านร่างกฎหมายสำคัญด้านการเงิน ซึ่งรัฐบาลก็ต้องลาออกหรือยุบสภาแทน

แต่การไม่ทำหน้าที่ของตนโดยไม่เข้าประชุมสภาแล้วยังลอยหน้าลอยตาบอกว่าเพื่อให้สภาล่มบ่อย ๆ นายกรัฐมนตรีจะได้ลาออก ไม่ทราบว่าพวกเขาใช้ตรรกะใดมาคิด เชื่อว่าประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยรับไม่ได้กับข้ออ้างนี้

ประชาชนเห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ที่เข้าและไม่เข้าประชุมสภาเมื่อครั้งสภาล่มล่าสุด และขอให้เปิดเผยต่อประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยต่อไปโดยไม่ต้องให้ประชาชนเรียกร้อง นอกจาก ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ยอมกดบัตรแสดงตนเพื่อให้สภาล่มแล้ว ส.ส.หลายคนฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต้องรับผิดชอบหลักที่จะทำให้ครบองค์ประชุม ก็ขาดประชุมเช่นกัน ส.ส.เหล่านี้ควรได้รับการตำหนิเพราะขาดความรับผิดชอบที่จะทำให้การประชุมครบองค์ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ที่น่าชมครั้งนี้ คือ ส.ส.เกือบทั้งหมดของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมตามหน้าที่

หากมีการเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ที่ขาดประชุม (ไม่ได้ลาและได้รับอนุมัติจากประธานสภา ) ก็จะทำให้ประชาชนได้ทราบว่าผู้แทนของเขามีใครบ้างที่ขาดประชุม ด้วยเหตุผลอะไร หากเป็นการตั้งใจที่ขาดเพื่อให้การประชุมสภาล่ม สมควรได้รับการตำหนิอย่างยิ่ง นอกจากนั้น จะทำให้ ส.ส.มีความระมัดระวังตัวและรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตนมากขึ้น ส่วนระหว่างประชุมจะออกไปดื่มกาแฟบ้าง ไปประชุมคณะกรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการบ้าง ก็ไม่ว่ากัน

จะอ้างว่า ที่ขาดประชุมเพราะไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ก็ไม่มีน้ำหนัก เพราะ ส.ส.สามารถบินกลับไปเยี่ยมประชาชนในวันสุดสัปดาห์ได้ อีกประการหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรประชุมสัปดาห์ละสองวันเท่านั้น ที่เหลือ ส.ส.ก็ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนได้ ในขณะที่ประธานคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญ และอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็พยายามอำนวยความสะดวกโดยนัดประชุมคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการในวันเดียวกับการประชุมสภา โดยเริ่มประชุมเวลาแปดโมงเช้าหรือแปดโมงครึ่ง พอประชุมเสร็จก็เข้าประชุมชุดใหญ่ได้เลย ในกรณีที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการในวันอื่นที่ไม่ตรงกับประชุมสภาใหญ่ ก็ยิ่งทำให้ ส.ส.สะดวกยิ่งขึ้น จะบอกว่างานหนักก็ไม่ได้ เพราะข้อบังคับกำหนดให้ ส.ส. 1 คนเป็นกรรมาธิการได้ไม่เกิน 2 คณะ ( ไม่เช่นนั้น จะได้เบี้ยประชุมมากไป เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วอาจใช้ไม่หมด )

โดยความเป็นจริงแล้ว ส.ส.ขาดประชุมบ้างเป็นของธรรมดา แต่ไม่เคยเห็นความพยายามของ ส.ส.ที่จะล้มการประชุมแบบนี้ กล่าวคือ มาประชุมครบ แต่ไม่แสดงตน เพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม เท่าที่เห็นเคยมีแต่ทุกคนพยายามมาเซ็นชื่อแต่เช้าว่ามาประชุม แสดงตน และลงคะแนน แม้แต่ติดประชุมคณะกรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการ แต่พอถึงคราวจะลงคะแนนเสียง ก็รีบวิ่งมาลงคะแนน บางคนวิ่งมาสายนิดหน่อยก็ยังบอกประธานว่าตนเองมาแล้ว ขอออกเสียงเพิ่ม แล้วกลับไปประชุมกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการต่อ

ก่อนนั้นเคยมีกรณีกดบัตรแทนกันจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ทุกคนต้องมากดบัตรด้วยตนเอง แต่วันนี้ บางคนมาถึงห้องประชุมใหญ่แล้วแต่ไม่กดบัตรแสดงตน เจตนาเพื่อให้การประชุมสภาล่ม ทำให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยเกิดอาการงงไปตามๆ กัน เพราะ เพิ่งจะมาได้เห็นคราวนี้แหละที่ตัวแทนของประชาชนกลุ่มหนึ่งทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้

ถามว่าคนพวกนี้ไม่อายประชาชนที่เลือกเข้ามาหรือ ประชาชนที่ยอมเสียภาษีให้เป็นเงินเดือน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ สภาก็ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันมากมาย ทั้งหมดอ้างว่าเป็นมติพรรค แสดงว่าเขาเห็นความต้องการของพรรคมากกว่าความต้องการของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างนั้นหรือ

ขอให้รัฐสภาและสื่อมวลชนช่วยเปิดเผยจำนวนและรายชื่อ ส.ส.จากพรรคต่าง ๆ ที่ขาดประชุม เพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยในแต่ละพื้นที่ได้รู้ว่า คนที่ตนเลือกเข้าไปนั้นทำงานคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะคนในเขตจังหวัดนั้น ๆ เมื่อรู้ว่า คนที่ตนเองเลือกเข้าไปไม่ยอมทำหน้าที่ตามที่มอบหมาย คงอายแทนแทบจะมองหน้าเพื่อนไม่ได้ และจะได้เขียนติดผนังไว้เลยว่า จะไม่เลือกคนนี้ พรรคนี้ อีกในครั้งต่อไป สื่อทั้งหลายต้องช่วยแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบทางสื่อดิจิตัล ซึ่งไปกว้าง ไกล เร็ว

ที่ผ่านมา สื่อรายงานเฉพาะจำนวน ส.ส.และพรรคที่สังกัด ซึ่งไม่ได้กดบัตรแสดงตน หรือไม่ยอมเข้าประชุมโดยแสดงเจตนาชัดเจนเพื่อให้สภาล่ม และจำนวน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ขาดประชุม เท่านั้น ในฐานะประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ขอเรียกร้องให้สภาเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบถึงรายชื่อ ส.ส. และพรรคที่สังกัด ที่มาและไม่มาประชุมในวันที่สภาล่มในเว็บไซต์สภา และสื่อช่วยเผยแพร่ให้ประชาชนทราบด้วย ถ้าทำได้อย่างนี้ อาจเป็นมาตรการหนึ่งในการป้องปรามการขาดประชุมสภาโดยตั้งใจ

ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นผู้ที่เลือก ส.ส.ไปทำหน้าที่แทนตนขอเรียกร้อง วิงวอนให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรอนุญาตให้สื่อเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ที่เข้าประชุมและขาดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละครั้งด้วย เพื่อประชาชนจะได้ตรวจสอบว่าคนที่เขาเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนนั้นได้เข้าประชุมหรือไม่อย่างไร มีเหตุผลใดในการขาดประชุม

ประชาชนพลเมืองไทยทั้งหลาย จงสำนึกไว้เถิดว่า ท่านเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ประชาชนต้องคอยติดตาม เฝ้าตรวจสอบ การใช้อำนาจโดยเฉพาะนิติบัญญัติและบริหารอย่างใกล้ชิด อย่าให้คนที่เราเลือกไปเป็นผู้แทนเอาอำนาจของเราไปใช้ในทางที่ไม่สมควร ถ้าอยากจะล้มรัฐบาล หรืออยากยุบสภา ก็มีวิธีอื่นที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เมื่อผู้แทนที่เราเลือกเข้าใช้อำนาจที่เรามอบในทางที่ไม่ถูกต้อง เรา ประชาชนต้องลุกขึ้นมาเตือนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการให้พวกท่านทำเช่นนี้ นั่นไม่ใช่เจตนารมณ์ชองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เลือกพวกท่านเข้าไป

ตบท้ายบทความนี้ด้วยการขอบคุณ ส.ส.ที่ทำหน้าที่ของตน ด้วยการเข้าประชุมสภาอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกับเงินภาษีของประชาชนที่จ่ายให้ แต่ขอเตือนให้ ส.ส.ที่ยังทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างบิดเบี้ยว ต้องปรับวิธีคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่

เกริ่นมาตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่อยากเขียนถึงบุคคลพิเศษกลุ่มนี้ แต่เมื่อจำเป็นต้องเขียนถึง บทความนี้จึงยาวไปหน่อย หวังว่าคงไม่ว่ากัน เพราะนี่เป็นสื่อสารจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เลือกพวกท่านเข้าไป

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน