posttoday
มองเศรษฐกิจระดับฟุตพาท เดินเผชิญสืบในวันก่อนตรุษจีน 2565

มองเศรษฐกิจระดับฟุตพาท เดินเผชิญสืบในวันก่อนตรุษจีน 2565

31 มกราคม 2565

ไม่มีใครสนใจคำอธิบายหรอกครับเรื่องเงินเฟ้อพื้นฐาน หรือไม่พื้นฐาน สิ่งที่ผู้คนต้องการคือ การบริหารจัดการให้มันมีราคาที่มันจับต้องได้

คอลัมน์ เศรษฐกิจภาษาคน ตอนที่ 5/2565

บทความในวันนี้เขียนขึ้นมาก่อนวันไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษตามคติความเชื่อของเทศกาลตรุษจีนในปี 2565 ประจวบเหมาะกับเป็นวันสิ้นเดือนของใครหลายคน เป็นวันที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะได้รับเงินเดือน บางกิจการก็มีการจ่ายเงินรางวัลพิเศษ (Bonus) เพื่อตอบแทนพนักงานลูกจ้างที่ต่อสู้ร่วมกันมาในปี 2564 แต่บางกิจการก็ไม่มี เพราะได้รับผลกระทบรุนแรงมาก เรียกว่ายังรักษางานเอาไว้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เมื่อผู้เขียนได้ออกไปสำรวจตลาดนัดตอนเช้าในย่านการออกกำลังกาย ก็พบว่ามีผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากพอสมควร พ่อค้าแม่ขายในตลาดนัดตอนเช้าซึ่งนำเสนอสินค้าของกินของใช้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายได้มาก ขายได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มากเท่าก่อนโควิด-19 ระบาด วัตถุดิบและต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะของกินจำพวกเนื้อสัตว์และไข่ อันนี้บอกได้เลยว่าส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่มีใครสนใจคำอธิบายหรอกครับเรื่องเงินเฟ้อพื้นฐาน หรือไม่พื้นฐาน สิ่งที่ผู้คนต้องการคือ การบริหารจัดการให้มันมีราคาที่มันจับต้องได้ ในเมืองกรุงมันไม่สามารถทำปศุสัตว์ครัวเรือนได้ ผักสวนครัวข้างรั้วแบบกินได้มันยากจะทำได้ในความเป็นจริง ตามชั้นดาดฟ้าของออฟฟิศที่เคยคิดเคยทำแปลงผัก พอมันต้องทำงานที่บ้านหรือ Work from home มันก็ทำให้ความต่อเนื่องในการดูแลมันขาดหายไป การรณรงค์?หลายสิ่งในเรื่องลดค่าใช้จ่ายมันเลยกลายเป็น Fashion ที่ไม่ Function ยิ่งถ้ามีใครที่ออกมาพูดแบบไม่รู้จริงประมาณว่า ผลกระทบจะเป็นแบบชั่วคราว รับรองมีทัวร์ลงแน่นอน

ในช่วงบ่ายผู้เขียนได้มีโอกาสไปตลาดสำเพ็งเพื่อหาซื้อสินค้า ก็พบว่าผู้ขายหลายเจ้าต่างปิดกิจการไป เพราะกำไรไม่มากพอหลังหักต้นทุนค่าเช่าร้าน ค่าแรงลูกจ้าง พนักงานในร้านค้า หลายร้านที่เคยไปซื้อของหน้าร้านปิด เจ้าของหลบไปเลียแผลก่อน ตัวลูกจ้างก็มาทำอาหาร มาทำขนมขายแทน เรียกว่าสู้กันยิบตาเพื่อเอาตัวรอด ได้เข้าไปพูดคุยแล้วต่างบอกว่า ต้องทำ ต้องสู้ เพราะมีภาระหนี้ต้องส่ง ลูกหลานและคนสูงอายุในต่างจังหวัด รอเงินส่งไป ค่าเช่าหอพัก บ้านเช่าต้องจ่ายมารออยู่ แววตาพร้อมสู้แต่เห็นความกังวลเอามาก ๆ ต้องเรียนท่าน ๆ ที่อยู่บนหอคอยแห่งเศรษฐศาสตร์จักวาลนฤมิตร เมื่อไหร่ท่าน ๆ จะเลิกผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน ผ่านกันชม อวยบทความกันไปมา มาตรการแบบให้กลไกตลาดมันทำงานกันเองโดยไม่แทรกแซง มันไม่น่าจะใช่ ตัวอย่างเช่น การช่วยลูกหนี้เวลานี้ มันต้องช่วยพวกสีเหลืองคือเริ่มค้าง สีส้มคือค้างมาหลายงวดอย่างเร่งด่วน จะบี้เจ้าหนี้แบบไหนก็ต้องใส่เกียร์เร่ง ส่วนสีแดงอ่อนคือพวกเป็นหนี้เสียเพราะโควิด-19 กับพวกสีแดง สีดำ คือกลุ่มที่เป็นหนี้เสียไปแล้วอันนี้ทั้งแก้ยาก ทั้งใช้เวลา ต้องยื้อกันอีกนาน แถมกติกาถ้าเกิดจะช่วยแบบมีความสูญเสีย สถาบันการเงินที่มีหลวงเป็นเจ้าของก็มีข้อจำกัด ทำก็อาจจะมีคนร้องเลื่อยขาเก้าอี้ ไม่ทำก็ไม่จบ ลาก ๆ กันไป ยืด ๆ กันไป มันจะทำได้กี่มากน้อยก็ยังเป็นที่กังขา

ตอนบ่ายแก่ ๆ ต่อเนื่อง ผู้เขียนได้ไปเดินห้างสรรพสินค้า ก็พบว่ามีมุมลดราคากันมากมาย เสื้อผ้าแบบชุดละ 350 บาท แต่มาขายบนราวแขวนในห้างตามมุมโปรโมชันเห็นอยู่มากมาย มีการเล่นดนตรีสดเปิดหมวกรับเงินแบบวณิพกคือขายความสามารถแบกเงินให้เห็น แสดงว่าข่าวเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้าเปิดให้คนมีของมีความสามารถร้องเพลง มาหารายได้ในห้างได้ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพในร้านแบบผับ บาร์ได้ในช่วงเวลาที่โอมิครอนระบาดแบบติดเชื้อต่อวัน 7-8 พันราย

กลับมาตอนเย็น ผู้เขียนได้มีโอกาสพาบุตรหลานไปกินข้าว โดยเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นในย่านถนนราชพฤกษ์ ก็พบว่ามีผู้คนพาครอบครัว บางโต๊ะมีผู้สูงวัยกลุ่ม 608 ที่น่าจะฉีดวัคซีน?ครบหลายโดสออกมาทานกันอุ่นหนาฝาคั่งครับ ก่อนเข้าร้านต้องมีการขอดูแอปการฉีดวัคซีนว่าได้ครบ มีการตรวจอุณหภูมิ มีการขอให้ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ พนักงานที่มาให้บริการใส่ถุงมือยาง ใส่หน้ากากสองชั้น มีแผ่นพลาสติกใสกั้นระหว่างโต๊ะแบบแข็งแรง มีการทำความสะอาดแบบฉีดพ่นกลิ่นแบบโรงพยาบาล เรียกว่าทั้งคนกิน คนขาย คนบริการ ป้องกันตัวเต็มที่มาก ๆ ได้ถามพนักงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนที่ตอบบอกว่าเหนื่อยมาก ๆ มันมีทั้งออเดอร์ออนไลน์ สั่งไปกินที่บ้าน กับมากินที่ร้าน ทำงานกันแบบลืมกินข้าว แต่ก็ยังไม่เท่ากับเวลาก่อนโควิด-19 ระบาด ถามว่าทิปรวมได้มากขึ้นไหม ก็ตอบว่าไม่มากเท่าแต่ก่อน ปลายเดือนอย่างนี้ก็พอได้แบ่งกัน สุดท้ายก็จะบอกว่า มีงานทำดีกว่าไม่มี อย่างน้อยยังมีเงินเอาไปจ่ายหนี้ ส่งยอดผ่อนได้บ้าง ที่ไปเจรจาลดยอดผ่อนได้ ผ่อนยาวออกไปกว่าเดิม แต่ดอกเบี้ยก็ยังไม่ลด ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ยังสงสัยว่าคนที่บอกว่าเจรจาปรับโครงสร้างหนี้แล้วได้ลดดอกเบี้ยลงมามันมีอยู่ที่ไหน ถามใครต่อใครก็เจอแบบเดียวกันคือ ผ่อนยาวขึ้นเท่านั้นเอง

เศรษฐกิจแบบเดินไปกระท่อนกระแท่น บนการบ้านการเมืองที่หาความสงบสุขไม่ได้ (ดูจากข่าวแต่ละวันก็ให้นึกว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้หนอ) ถ้าเกิดน้ำมันขึ้นราคา ราคาอาหารพวกเนื้อสัตว์พุ่ง ดอกเบี้ยขยับขึ้น พวกเหรียญดิจิทัลต่าง ๆ ราคาตก สภาประชุมไม่ได้เพราะขาดองค์ประชุมไม่ครบ คนทำผิดกฎหมายได้รับการช่วยเหลือแบบน่ารังเกียจ เรื่องพวกนี้มันน้ำซึมบ่อทราย มันน้ำหยดลงบนหิน สักวันหินมันก็กร่อนและพังทลายลง หินที่ว่าคือเศรษฐกิจ สังคม การบ้านการเมืองครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค