
รับมือครึ่งปีแรกโควิดไม่จบ...เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น-ของแพง-การเมืองวุ่น
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ
รายงานล่าสุด “World Economic Outlook” ประจำเดือนมกราคม 2565 ขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาสดๆ ร้อนๆ ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้จากร้อยละ 4.9 ลดเหลือร้อยละ 4.4 เป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจใหญ่เบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลกได้รับผลกระทบจากโควิดรอบใหม่ คนกลับมาติดเชื้อจำนวนมากทำให้แรงงานขาดท่าเรือใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ มีเรือสินค้าจอดรอขนถ่ายสินค้าจำนวนมากมีการปรับลด GDP จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.2 เหลือเพียงร้อยละ 4.0
ขณะที่จีนปรับลดจีดีพีจากร้อยละ 5.6 เหลือร้อยละ 4.8 และคงยังใช้นโยบายห้ามประชาชนเดินทางข้ามมณฑลหรือ “Zero Covid Policy” กระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานการผลิตสะดุด “Supply Bottleneck” สินค้าประเภทแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในรถยนต์-เครื่องใช้ไฟฟ้าขาดแคลน อีกทั้งค่าระวางเรือหรือ “Freight Charge” ช่วง 3 เดือนปรับตัวสูงร้อยละ 30-40 หากเทียบต้นปี-ปลายปีสูงขึ้นเป็นเท่าตัวทำให้กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงราคาสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นกลายเป็นวิกฤตเงินเฟ้อ
ปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อประเทศไทยอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนภาคส่งออกอาจขยายตัวได้ไม่มาก ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวเดิมแค่โควิดระลอกที่ 5 ก็หนักหนาแล้วมาเจอเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบางจากปัจจัยสินค้าแพงจนทำให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อและถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวทำสถิติสูงรายวันล่าสุด (28 ม.ค.) ราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) สูงถึง 87.14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 10.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลหรือแพงขึ้นร้อยละ 13.06 ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั้มเบนซิน 95 ในช่วงเดือนที่ผ่านมาใครใช้รถเก๋งต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงขึ้นลิตรละ 2.90 บาทหรือแพงขึ้นร้อยละ 9.31 ส่วนน้ำมันดีเซล B7 รัฐบาลยันราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรควักงบประมาณอุดหนุนเดือนละ 4,000 ล้านบาทและแก๊สหุงต้มอุดหนุนอีกเดือนละ 2,000 ล้านบาท
ปัญหาที่นักธุรกิจ-คนค้าขายหรือมนุษย์เงินเดือนตลอดจนครัวเรือนต้องเผชิญคือราคาของที่แพงขึ้นในรูปของเงินเฟ้อช่วงนี้อาจไปถึงร้อยละ 3-4 จากเดือนที่ผ่านมาเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับร้อยละ 2.17 แต่มองโลกในแง่ดีอาจอยู่ในช่วงแค่ไตรมาสแรกหลังโควิดคลายตัวและซัพพลายเชนของโลกกลับมาขับเคลื่อนได้ปกติราคาสินค้าอาจปรับตัวลดลงเนื่องจากกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม (CPU)ยังเหลือเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63.5-65.0 และภาคขนส่งรถบรรทุกยังจอดอยู่มากทำให้การแข่งขันสูงไม่สามารถผลักราคาไปสู่ผู้ซื้อไม่ได้มาก แต่ในช่วงนี้มีกระแสราคาสินค้าสูงเริ่มมาจาก “หมูขาดตลาด” บวกกับผู้ผลิตอั้นรับมือต้นทุนไม่อยู่เริ่มมีการผลักภาระไปสู่ผู้บริโภคทำให้ข้าวของแพงไปหมดโดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน อย่างไรก็ดีภายใต้ภาวะคนว่างงานแฝง-เสมือว่างงานมีจำนวนมากและเงินโบนัส-อั่งเปาไม่ได้หรือได้น้อยทำให้กำลังซื้อไม่มีบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลเงียบ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดว่าเงินสะพัดเหลือเพียง 3.96 หมื่นล้านบาทต่ำสุดในรอบ 11 ปี โดยปีนี้ตัวเลขใช้จ่ายลดลงเกือบร้อยละ 12.0 เมื่อเทียบจากปีที่แล้ว
ประเด็นที่น่ากังวลเศรษฐกิจไทยบอบช้ำจากวิกฤตโควิดต่อเนื่องเกือบ 2 ปี เศรษฐกิจแท้จริงหรือ “REAL ECONOMY” มีความอ่อนแอทั้งจากรายได้ท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวก่อนโควิดมีประมาณ 40 ล้านคนปีนี้อาจเหลือ 5-6 ล้านคน ต้องเข้าใจว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภคเมื่อรวมกับแรงงานในภาคส่วนนี้ที่หายไปเป็นหลักล้านคนทำให้จำนวนผู้บริโภคลดลงหรือไม่มีสตางค์ใช้จ่ายน้อยลง อีกทั้งหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น 8.434 แสนล้านบาทและหนี้เกษตรกรที่สะสมเพิ่มขึ้นล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กำลังซื้อลดน้อยถอยลง เห็นได้จากปีพ.ศ.2563 การบริโภคเอกชนหดตัวร้อยละ 1.0 ปีที่แล้วอาจขยายตัวได้ไม่เกินร้อยละ 1.2 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังการผลิตซึ่งขณะนี้ซัพพลายยังเหลือเพราะภาคบริโภคยังไม่ฟื้นทำให้การลงทุนใหม่ยังไม่ขยายตัวมีผลต่อการจ้างงานซึ่งยังคงมีความเปราะบางสะท้อนจากแรงงานในระบบประกันสังคมยังหายไปเกินครึ่งล้านคน
แม้แต่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดและมีอำนาจซื้อสูงช่วงปีที่ผ่านมายังมีความกังวลเกี่ยวกับโควิดและขาดความเชื่อมั่นทำให้ไม่จับจ่ายใช้สอยเต็มที่หรือยังไม่ออกมาเดินทาง สะท้อนจากเงินออมบุคคลธรรมดาของสถาบันการเงินต่างๆ ในปีพ.ศ.2564 เปรียบเทียบกับปีพ.ศ.2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิดมูลค่าเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ล้านล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.92 จากปกติไม่เกินร้อยละ 4-5 เศรษฐกิจที่หดตัวช่วงที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินในการบริโภคและใช้จ่ายของประชาชนไม่น้อยกว่า 1.0 ล้านล้านบาทและล่าสุดมีโครงการคนละครึ่งเฟส 4 ใส่เงินคนละ 1,200 บาทเริ่มต้นเดือนหน้ากรอบวงเงิน 34,800 ล้านบาท ข้อกังวลคือหลังจากนี้รัฐบาลจะเหลือเงินในมือประมาณ 1.13 แสนล้านบาทจะไม่สามารถเข้าไปอุ้มพยุงเศรษฐกิจที่อ่อนเปลี้ยให้ฟื้นตัวได้ พิษของวิกฤตที่มาจากการแพร่ระบาดของโควิดยังส่งผลกระทบไปถึงกิจการประกันภัยระดับเจ้าสัว “อาคเนย์ประกันภัย” ก่อตั้งมา 7 ทศวรรษถึงขั้นต้องคืนใบอนุญาตเป็นการปิดตัวเพราะไม่สามารถแบกรับภาระสินไหมประกันโควิดใช้เงินไปเป็นหมื่นล้านบาทที่เป็นประเด็นกลัวจะเป็นโดมิโนไปธุรกิจประกันภัยทั้งระบบ
ปัจจัยภายนอกและภายในที่รุมเร้าเข้ามาอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่จบได้ง่ายๆ จากการสำรวจจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพบว่าประชาชนกังวล “โอมิครอนระบาดต่ำกว่าปัญหาปากท้อง” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลเป็นอย่างไร อีกทั้งภายใต้เสถียรภาพรัฐบาลหลังจากจำนวนส.ส.ของพรรคพปชร. 21 คนออกไปยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำหรือไม่ อาจกระทบมาตรการเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งยังต้องใช้เงินจำนวนมากขณะที่วงเงินที่เหลือมีไม่มากการออกพรก.กู้เงินใหม่อาจไม่ราบรื่นเพราะฝ่ายค้านคงได้จังหวะรัฐบาลอ่อนแอรอเชือดกลางสภา
ภายใต้สถานการณ์ทั้งจากโควิดที่ยังไม่จบเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงแถมแทรกซ้อนวิกฤตยูเครนและความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ รวมถึงแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในเดือนมีนาคมที่จะถึงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ต้องเข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าส่งออกอันดับที่ 1 ของไทยคงต้องติดตามว่าจะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด อีกทั้งราคาน้ำมันดิบโลก (WTI) ปรับตัวสูงรายวันใกล้จะแตะ 90 เหรียญสหรัฐฯ / บาร์เรล จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั้มขายปลีกในประเทศเพิ่มสูงขึ้นไปอีกทำให้คนใช้รถในเมืองมีรายจ่ายที่สูงและเป็นปัจจัยทำให้ราคาสินค้าผสมโรงแพงขึ้นขณะที่ชาวบ้านสตางค์แทบไม่เหลือในกระเป๋าที่จะมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ความท้าทายของประเทศเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่วันนี้ต้องการรัฐมนตรีระดับเซียนเศรฐกิจมาแก้ปัญหาและต้องการความเป็นเอกภาพ แต่กลับมาเจอรัฐบาลที่ส่ออาการไร้เสถียรภาพบวกกับการเมืองทั้งซีกเชียร์บิ๊กตู่และฝ่ายค้านมีความวุ่นวาย ล้วนเกี่ยวข้องกับปากท้องของคนไทยทั้งประเทศ ขณะที่ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองมัวแต่ห่วงเก้าอี้-ต่างเล่นเกมส์เพื่อรักษาอำนาจหรือช่วงชิงอำนาจ...วันๆ มีแต่ข่าว 3 ป. กับ 1 ธ. ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเบื่อจริงๆ ครับ
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat







